สรุปข่าว
- อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มคลังน้ำมันและโรงกลั่นของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดควันดำหนาทึบปกคลุมท้องฟ้า และมีรายงานฝนสีดำมันตกในบางพื้นที่
- รัฐบาลอิหร่านออกประกาศเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงจากฝนกรด ขณะที่เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
- ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดคริปโต ซึ่งต้องจับตาใกล้ชิด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านโดยตรงคือสัญญาณการบานปลายของสงครามที่ชัดเจนที่สุดในรอบนี้ ซึ่งโดยทั่วไปจะกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกถอยหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตและหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯ แทน หากสถานการณ์ยังคงลุกลามต่อเนื่อง ตลาดคริปโตอาจเผชิญแรงขายระลอกใหม่ในระยะสั้น
เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มคลังน้ำมันและโรงกลั่นภายในอิหร่าน ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ชาวอิหร่านรายงานว่ามีกลุ่มควันดำหนาทึบลอยปกคลุมท้องฟ้าตั้งแต่เช้า พร้อมกับฝนที่มีลักษณะ “สีดำและมัน” ตกลงมาในบางพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลอิหร่านได้ออกประกาศเตือนประชาชนถึงความเสี่ยงจากฝนกรดที่อาจเกิดขึ้นจากสารเคมีในควันพิษดังกล่าว การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวทางทหารที่รุนแรงที่สุดต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านในรอบนี้ และส่งผลให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวในเชิงลบทันที
การโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน สัญญาณบานปลายที่ชัดเจนที่สุด
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรงถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่มีนัยสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่การปะทะทางทหารทั่วไป แต่เป็นการตัดเส้นเลือดทางเศรษฐกิจของอิหร่านซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก ควันดำที่ลอยปกคลุมอิหร่านในเวลานี้ไม่ได้สร้างแค่วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งสัญญาณทางการเมืองว่าอิสราเอลพร้อมจะยกระดับการสู้รบไปอีกขั้นโดยไม่ลังเล
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียได้ออกมาเตือนอิหร่านถึงความเป็นไปได้ที่จะตอบโต้หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี และ Saudi Aramco ได้เบี่ยงเส้นทางเดินเรือน้ำมันมาทางทะเลแดง สะท้อนถึงความกังวลที่มีอยู่ก่อนแล้วในภูมิภาค เมื่อรวมกับข่าวล่าสุดที่ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอิหร่านอ้างว่าจับตัวทหารสหรัฐฯ ได้ ทำให้สถานการณ์โดยรวมตึงเครียดอย่างหนักในทุกด้าน
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ขนาดใหญ่อย่างนี้มักกดดันตลาดคริปโตในเชิงลบโดยตรงในระยะสั้น เพราะนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่มักตัดสินใจลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทันทีเมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อมีภัยคุกคามต่ออุปทานน้ำมันโลกซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อโดยตรง คริปโตซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงจึงมักเป็นสิ่งแรกที่ถูกขายออกในช่วงเวลาเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า กระแสเงินคริปโตไหลออกจากอิหร่านพุ่งสูงถึง 700% หลังจากถูกโจมตี สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งหันมาพึ่งพาคริปโตเพื่อเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามในระดับมหภาค ความกังวลเรื่องสงครามยังคงกดดันราคาโดยรวม นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าหาก Bitcoin สามารถยืนราคาได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นและน้ำมันผันผวนหนัก อาจกลายเป็นสัญญาณเชิงบวกระยะยาวที่บ่งชี้ว่า Bitcoin กำลังถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น แต่ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนจะยังครองตลาดอยู่
ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านลุกลามต่อเนื่อง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางรอบนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง และ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน การที่อิสราเอลเลือกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในครั้งนี้บ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีสัญญาณจะยุติการสู้รบในเร็ววัน ตลาดพลังงานโลกจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะเห็นความผันผวนต่อเนื่อง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่น่ากังวลมากกว่าการปะทะครั้งก่อนๆ เพราะมันไม่ใช่แค่การยิงขีปนาวุธโต้ตอบกันไปมา แต่เป็นการตั้งใจทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้อิหร่านต้องตอบโต้หนักขึ้นเพื่อรักษาหน้า สิ่งที่ต้องจับตาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าคือท่าทีของอิหร่านว่าจะตอบโต้อย่างไร และสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นหรือไม่ สำหรับตลาดคริปโต ถ้าสถานการณ์ยังคงร้อนระอุ อาจเห็นแรงเทขายระลอกใหม่ แต่ถ้า Bitcoin ยืนได้ดีในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่ามันเริ่มแยกตัวออกจากตลาดหุ้นมากขึ้นแล้ว
เครดิตภาพจาก @unknown_eax

