สรุปข่าว
- Sharplink บริษัทจดทะเบียนใน Nasdaq รายงานผลขาดทุนสุทธิปี 2025 สูงถึง 734.6 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 23.3 ล้านบาท พลิกจากกำไรในปีก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
- ตัวเลขขาดทุนมหาศาลส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับมูลค่าทางบัญชี (Unrealized Loss) ของ Ethereum ตามมาตรฐาน GAAP หลังราคาตลาดผันผวนหนักในช่วงครึ่งปีหลัง แต่บริษัทยังไม่ได้ขายเหรียญ ETH จริงออกไป
- แม้บัญชีจะติดลบ แต่รายได้รวมของบริษัทกลับพุ่งทะยานกว่า 8 เท่า จากเดิม 3.7 ล้านดอลลาร์ เป็น 28.1 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความสำเร็จในการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเข้าสู่โลกคริปโตเต็มตัว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ผลประกอบการที่ขาดทุนยับเยินในทางบัญชีอาจสร้างความตกใจให้นักลงทุนดั้งเดิม สายระยะสั้น แต่หากพิจารณาในแง่ปัจจัยพื้นฐาน การที่ Sharplink สะสม ETH เพิ่มขึ้นจนเป็นอันดับ 2 ของโลก และการเติบโตของรายได้จากการ Staking ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในไตรมาสเดียว แสดงถึงความเชื่อมั่นของสถาบันที่ยังแข็งแกร่ง ข่าวนี้จึงอาจไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคา ETH โดยตรง แต่อาจทำให้หุ้นของบริษัทมีความผันผวนสูงตามกลไกทางบัญชี
Sharplink (SBET) บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยงบการเงินประจำปี 2025 ที่ทำเอาหลายคนต้องขยี้ตา
รายงานระบุว่า บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 734.6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่เคยทำกำไรได้ 10.1 ล้านดอลลาร์ การดิ่งลงของกำไรครั้งนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากการตัดสินใจเปลี่ยนยุทธศาสตร์บริษัทครั้งใหญ่ด้วยการเข้าถือครอง Ethereum เป็นสินทรัพย์สำรองหลัก
ขาดทุนเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกตีค่าตามกฎทางบัญชี
หากมองลึกไปที่ต้นตอของตัวเลขติดลบ จะพบว่า เงินที่ดูเหมือนหายไปนั้น ไม่ใช่การขาดทุนจากการทำธุรกิจจริง ๆ แต่เป็นเพียงการตีค่าตามตัวเลขทางบัญชี โดยเงินมูลค่ากว่า 616.2 ล้านดอลลาร์ เกิดจากการปรับมูลค่าเหรียญ ETH ในคลัง ตามราคาตลาดที่ลดลง (กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) และการตั้งสำรองเผื่อการด้อยค่าของเหรียญ LsETH อีก 140.2 ล้านดอลลาร์ตามมาตรฐาน GAAP
อย่างไรก็ตาม Sharplink ยังมีกำไรจากการขายเหรียญออกไปจริง ๆ มาช่วยพยุงไว้ได้ประมาณ 55.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทาง CEO Joseph Charom ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจำนวนเหรียญที่ถือครองอยู่ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่เหรียญเดียว แต่ในทางกลับกัน จำนวนเหรียญในคลังกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากกลยุทธ์การสะสมของบริษัทที่เน้นเพิ่มปริมาณสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาตลาดผันผวนนั่นเอง
สัญญาณบวกท่ามกลางตัวเลขสีแดง
ท่ามกลางการขาดทุนทางบัญชี แต่รายได้ของบริษัทกลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าทึ่งด้วยการเติบโตก้าวกระโดดจาก 3.7 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 28.1 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะรายได้จากระบบ Staking ในไตรมาสที่ 4 เพียงอย่างเดียว มูลค่าก็พุ่งแรงถึง 15.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 50%
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจ “Ethereum Treasury” ที่บริษัทเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 กำลังผลิตดอกออกผล เป็นเงินสดหมุนเวียนจริงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล
บริษัทก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลกที่ถือครอง ETH มากที่สุด
ปัจจุบัน Sharplink ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง ETH มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยจำนวนเหรียญในครอบครองกว่า 868,699 ETH ตามข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2026
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ ค่า “ETH ต่อหุ้น” (ETH Concentration) ที่พุ่งสูงขึ้นถึงเท่าตัวเมื่อเทียบกับต้นปี สะท้อนว่า ทุกๆ หุ้นที่นักลงทุนถืออยู่ จะมีมูลค่า ETH หนุนหลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความชัดเจนในกลยุทธ์นี้เองที่ดึงดูดใจนักลงทุนสถาบัน ให้กระโดดเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 6% ทะยานสู่ 46% ในช่วงสิ้นปี 2025 ส่งผลให้ Sharplink กลายเป็นบริษัทการเงินที่มีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันสูงสุดในกลุ่มที่เน้นลงทุนใน Ethereum
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : นี่คือตัวเลข “ขาดทุนทิพย์” ตามกฎทางบัญชีที่บังคับให้บริษัทต้องลงมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดวันปิดงบฯ ในขณะที่พื้นฐานของ Sharplink กำลังแข็งแกร่งสุดๆ ด้วยรายได้จากการวางจำนำเหรียญที่โตวันโตคืน

