bitkub-banner

FATF แฉคริปโตนอกชายฝั่งเป็นช่องฟอกเงิน ส่งสัญญาณกฎเหล็กทั่วโลกอาจตามมา

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • FATF (กลุ่มปฏิบัติการทางการเงิน) ออกรายงานชี้ว่าช่องว่างในการกำกับดูแลธุรกิจคริปโตนอกชายฝั่ง กำลังถูกใช้ประโยชน์เพื่อฉ้อโกง ฟอกเงิน และสนับสนุนการก่อการร้าย
  • ปัญหาหลักคือธุรกิจคริปโตที่จดทะเบียนในประเทศที่กำกับดูแลน้อย ทำให้หน่วยงานในประเทศอื่นตรวจสอบได้ยาก
  • แม้ยังไม่มีนโยบายใหม่ออกมา แต่สัญญาณจาก FATF มักนำมาซึ่งการเร่งออกกฎหมายคริปโตในประเทศสมาชิกทั่วโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

รายงานของ FATF เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่มักนำมาซึ่งการกระชับกฎระเบียบในหลายประเทศพร้อมกัน ซึ่งอาจกดดันให้ธุรกิจคริปโตบางส่วนต้องปรับโครงสร้าง และสร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบังคับใช้จริงในขณะนี้

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph กลุ่มปฏิบัติการทางการเงิน (Financial Action Task Force หรือ FATF) ออกรายงานเตือนว่าช่องว่างในการกำกับดูแลธุรกิจคริปโตนอกชายฝั่ง กำลังเปิดช่องให้มีการฉ้อโกง ฟอกเงิน และสนับสนุนการก่อการร้ายอย่างกว้างขวาง FATF ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงินทั่วโลก ระบุว่าธุรกิจผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (Virtual Asset Service Providers หรือ VASPs) บางส่วนที่จดทะเบียนในเขตอำนาจศาลที่มีกฎระเบียบหย่อนยาน ยังคงให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวด สถานการณ์นี้สร้างความกังวลอย่างมากแก่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก และอาจเร่งให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายคริปโตในระยะต่อไป

FATF ชี้ปัญหาอะไรในตลาดคริปโต

FATF ระบุในรายงานว่าปัญหาหลักมาจากการที่ธุรกิจคริปโตจำนวนมากเลือกจดทะเบียนในประเทศหรือดินแดนที่มีกฎหมายกำกับดูแลน้อย หรือไม่มีการบังคับใช้จริงจัง ทำให้สามารถรับเงินจากลูกค้าทั่วโลกได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตัวตน (KYC) หรือรายงานธุรกรรมต้องสงสัย (AML) ตามมาตรฐานสากล ช่องว่างนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยกลุ่มอาชญากรทางการเงิน รวมถึงกลุ่มที่ถูกสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย

ที่น่าสนใจคือปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ FATF เพิ่งออกรายงานอย่างเป็นทางการที่ระบุถึงขนาดของปัญหาและเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งปิดช่องว่างดังกล่าว รายงานลักษณะนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันกฎหมายใหม่ในประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 200 ประเทศและเขตอำนาจศาลทั่วโลก

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและนักลงทุน

แม้รายงานของ FATF จะยังไม่ใช่นโยบายหรือกฎหมายที่มีผลบังคับใช้โดยตรง แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคำเตือนจาก FATF มักนำมาซึ่งการกระชับกฎระเบียบในหลายประเทศพร้อมกัน ธุรกิจคริปโตที่ดำเนินงานในพื้นที่สีเทาหรืออาศัยข้อได้เปรียบจากการจดทะเบียนในเขตอำนาจศาลที่หย่อนยาน อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ปรับโครงสร้างหรือย้ายฐานปฏิบัติการในอนาคต

สำหรับกระดานเทรดและผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่มีการกำกับดูแลเข้มงวด รายงานนี้อาจส่งผลดีในระยะยาว เพราะช่วยกำจัดผู้แข่งขันที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางกฎหมายคริปโตทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประสานงานกำกับดูแลคริปโตร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังสอบสวนหน่วยงานอิหร่านที่ถูกสงสัยว่าใช้ Binance หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเป็นตัวอย่างรูปธรรมของปัญหาที่ FATF กำลังพูดถึง


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ารายงานของ FATF รอบนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันออกมาในช่วงที่หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยับพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น SEC, CFTC, หรือหน่วยงานในยุโรปและเอเชีย สัญญาณแบบนี้มักหมายความว่าคลื่นกฎระเบียบใหม่กำลังจะมา แม้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะแรงแค่ไหนและเมื่อไหร่ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าประเทศใดจะออกกฎหมายรองรับข้อเสนอแนะของ FATF ก่อน และธุรกิจคริปโตนอกชายฝั่งที่ถูกพูดถึงจะตอบสนองอย่างไร สำหรับนักลงทุนระยะยาว คิดว่าข่าวนี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่มากนัก แต่สำหรับคนที่ใช้กระดานเทรดที่กำกับดูแลน้อย อาจถึงเวลาต้องพิจารณาทบทวนความเสี่ยงด้านกฎหมายแล้ว

ภาพจาก AI