สรุปข่าว
- BlockFills ยื่นขอความคุ้มครองภายใต้กฎหมายล้มละลาย Chapter 11 เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่ศาลล้มละลายสหรัฐฯ รัฐเดลาแวร์ หลังระงับการถอนเงินของลูกค้าตั้งแต่เดือน ก.พ.
- บริษัทมีสินทรัพย์ประมาณ $50-100 ล้าน แต่มีหนี้สินสูงถึง $100-500 ล้าน พร้อมขาดทุนสะสมเกือบ $75-80 ล้าน ส่วนหนึ่งจากการให้กู้ยืมในช่วงตลาดขาลงและธุรกิจขุด Bitcoin ที่ต้องปิดตัวไป
- บริษัทลงทุน Dominion Capital ยื่นฟ้องกล่าวหาว่า BlockFills นำเงินลูกค้าไปปะปนกับเงินบริษัทและใช้ชดเชยขาดทุนจากการเทรด โดยศาลสั่งอายัด Bitcoin มูลค่าราว $5 ล้านของ BlockFills ไว้แล้ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การล้มละลายของบริษัทเทรดคริปโตระดับสถาบันพร้อมข้อกล่าวหายักยอกเงินลูกค้า ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตสำหรับนักลงทุนสถาบันลดลง แม้ BlockFills จะไม่ใช่กระดานเทรดรายใหญ่สำหรับนักลงทุนรายย่อย แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากการดำเนินงานของตัวกลางในวงการคริปโตที่ยังคงมีอยู่
บริษัทเทรดและให้กู้ยืมคริปโตสัญชาติสหรัฐฯ อย่าง BlockFills ได้ยื่นขอความคุ้มครองภายใต้กฎหมายล้มละลาย Chapter 11 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่ศาลล้มละลายสหรัฐฯ ในรัฐเดลาแวร์ ตามรายงานจาก CoinDesk โดยหน่วยงานที่ยื่นฟ้องคือ Reliz Ltd. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ BlockFills พร้อมกับบริษัทในเครืออีก 3 แห่ง การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทระงับการฝากและถอนเงินของลูกค้าตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2569 อ้างเหตุผลด้านสภาพคล่องและสภาวะตลาดที่ย่ำแย่ นอกจากนี้ยังเผชิญกับการฟ้องร้องในข้อหายักยอกเงินลูกค้าอีกด้วย
ขาดทุน $75 ล้าน จากการให้กู้ยืมและธุรกิจขุดเหรียญ
BlockFills มีสินทรัพย์โดยประมาณอยู่ที่ $50-100 ล้าน แต่มีหนี้สินที่สูงกว่ามากถึง $100-500 ล้าน บริษัทขาดทุนสะสมประมาณ $75-80 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยกู้ในช่วงตลาดขาลง โดยส่วนหนึ่งราว $23 ล้านมาจากการที่บริษัทคู่ค้าอย่าง Babel Finance และ Aexa Digital Finance ล้มละลาย ประกอบกับความเสียหายจากธุรกิจขุด Bitcoin ที่ได้ปิดตัวไปแล้ว ทั้งนี้ Nicholas Hammer ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือน ก.พ. และมีการแต่งตั้ง Joseph Perry ขึ้นมาดำรงตำแหน่งซีอีโอชั่วคราว
BlockFills ระบุว่ากระบวนการ Chapter 11 เป็น “เส้นทางที่รับผิดชอบที่สุด” เพื่อทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ หาสภาพคล่องเพิ่มเติม และสำรวจหาพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมยืนยันว่าการปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าคือสิ่งสำคัญสูงสุด บริษัทเคยประมวลผลธุรกรรมมูลค่ากว่า 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 และให้บริการลูกค้าสถาบันมากกว่า 2,000 รายใน 95 ประเทศ
ถูกฟ้องยักยอกเงินลูกค้า ศาลสั่งอายัด Bitcoin
บริษัทลงทุน Dominion Capital ยื่นฟ้อง BlockFills ต่อศาลสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 โดยกล่าวหาว่าบริษัทนำเงินของลูกค้าไปปะปนกับเงินของบริษัทและนำไปชดเชยขาดทุนจากการเทรดและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จากนั้นผู้พิพากษา Mary Kay Vyskocil ได้ออกคำสั่งห้ามชั่วคราวเมื่อวันที่ 3 มี.ค. อายัด Bitcoin จำนวน 70.6 BTC มูลค่าราว $5 ล้านของ BlockFills ไว้ พร้อมบังคับให้มีการตรวจสอบบัญชีอย่างครบถ้วนและแยกเงินของลูกค้าออกจากกัน
นักลงทุนรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง BlockFills ได้แก่ Susquehanna Private Equity Investments และกองทุนร่วมลงทุนของ CME Group ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายอนุพันธ์รายใหญ่ที่สุดในโลก การล้มละลายครั้งนี้จึงสร้างความตกใจให้กับวงการคริปโตสถาบันไม่น้อย เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ล้วนมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในวงการการเงินแบบดั้งเดิม
ความเป็นมาที่ Siam Blockchain รายงานไว้ก่อนหน้านี้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่อง ศาลสหรัฐฯ สั่งอายัดสินทรัพย์ BlockFills ด่วน! เซ่นปมเบี้ยวหนี้ 70 BTC ส่อแววล้มละลายตามรอยรุ่นพี่ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่บริษัทจะยื่นล้มละลายจริง และยังเคยรายงาน วิกฤตสถาบัน! ผู้ให้บริการกู้ยืมคริปโตจ่อขายกิจการหลังขาดทุน $75 ล้าน-เซ่นพิษตลาดขาลง ตั้งแต่ช่วงที่บริษัทกำลังพยายามหาทางออกก่อนตัดสินใจยื่นล้มละลาย เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในภาคการให้กู้ยืมคริปโตยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญของอุตสาหกรรมที่รอการแก้ไขอย่างจริงจัง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า เรื่องนี้เป็นอีกบทเรียนที่พิสูจน์ว่าปัญหาของบริษัทเทรดและให้กู้ยืมคริปโตที่ปะปนเงินลูกค้ากับเงินบริษัทนั้นยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แม้จะผ่านวิกฤต FTX และ Celsius มาแล้ว น่าเป็นห่วงตรงที่นักลงทุนสถาบันกว่า 2,000 รายจาก 95 ประเทศอาจได้รับผลกระทบ แม้ BlockFills จะไม่ใช่รายใหญ่ระดับที่ทำให้ตลาดพังทั้งอุตสาหกรรม แต่ความเชื่อมั่นของสถาบันต่อตัวกลางในวงการคริปโตคงสั่นคลอนไม่มากก็น้อย จุดที่ต้องจับตาต่อไปคือผลของกระบวนการ Chapter 11 ว่าลูกค้าจะได้รับเงินคืนมากน้อยแค่ไหน และศาลจะพิจารณาข้อกล่าวหายักยอกเงินอย่างไร ซึ่งอาจกลายเป็นคดีตัวอย่างที่ส่งผลต่อการกำกับดูแลการให้กู้ยืมคริปโตในสหรัฐฯ ในอนาคตได้
ภาพจาก AI
