สรุปข่าว
- คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง (SFC) ขยายการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอนุญาตให้แพลตฟอร์มเชื่อมต่อระบบบัญชีคำสั่งซื้อขายทั่วโลก รวมถึงเปิดช่องให้บริการมาร์จิ้นและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ Perpetual
- กองทุนโทเค็น (tokenized funds) มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 8.66 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ เดือนธันวาคม 2568 ขณะที่ Spot Virtual Asset ETF 11 กองที่จดทะเบียนในฮ่องกงพุ่งขึ้น 142% นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2567
- ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางคริปโตสำคัญของเอเชีย การขยายกฎระเบียบในลักษณะนี้ส่งสัญญาณว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีพื้นที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ SFC ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์และผ่อนคลายกฎระเบียบในตลาดคริปโตฮ่องกงเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการยอมรับในระดับสถาบัน การเติบโตของ ETF ถึง 142% สะท้อนความต้องการที่แท้จริงจากนักลงทุน และอาจดึงดูดเงินทุนจากทั่วเอเชียเข้าสู่ตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นอาจจำกัด เพราะยังขาดตัวเร่งตลาดที่ชัดเจน
ตามรายงานจาก Cointelegraph คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง หรือ SFC ขยายขอบเขตการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทุนโทเค็น (tokenized funds) มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง 8.66 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ Spot Virtual Asset ETF ทั้ง 11 กองที่จดทะเบียนในฮ่องกงเติบโตขึ้น 142% นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2567 โดยมีมูลค่ารวมกว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 702 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดคริปโตในเขตบริหารพิเศษแห่งนี้อย่างมีนัยสำคัญ
SFC ปลดล็อกกฎใหม่ เปิดทางผลิตภัณฑ์คริปโตหลากหลาย
การขยายการกำกับดูแลของ SFC ในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกใบอนุญาตทั่วไป แต่ครอบคลุมการผ่อนคลายกฎระเบียบในหลายมิติ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 SFC ประกาศอนุญาตให้แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตสามารถเชื่อมต่อกับระบบบัญชีคำสั่งซื้อขายทั่วโลก (global order books) ได้ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงสภาพคล่องจากตลาดทั่วโลกได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังผ่อนคลายข้อกำหนดด้านประวัติการดำเนินงาน 12 เดือน สำหรับสินทรัพย์เสมือนบางประเภทที่เสนอขายให้กับนักลงทุนมืออาชีพ และเปิดช่องให้นำเสนอ Stablecoin ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ได้ด้วย
ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 SFC ยังเปิดเผยมาตรการใหม่ที่อนุญาตให้นายหน้าสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับใบอนุญาตสามารถให้บริการมาร์จิ้นไฟแนนซ์ (margin financing) แก่ลูกค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และยังวางกรอบการทำงานสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินทรัพย์เสมือนแบบ Perpetual สำหรับนักลงทุนมืออาชีพ การเดินหน้าทีละขั้นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าฮ่องกงกำลังวางตัวเองอย่างระมัดระวังในฐานะศูนย์กลางคริปโตระดับสถาบัน
ETF คริปโตฮ่องกงโตแรง กองทุนโทเค็นมุ่งเป้าสินทรัพย์ดั้งเดิม
ฮ่องกงถือเป็นตลาดแรกในเอเชียที่อนุมัติ Spot Crypto ETF ทั้งประเภท Bitcoin และ Ether ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ปัจจุบันมี Spot Virtual Asset ETF จดทะเบียนทั้งหมด 11 กอง โดยมูลค่าตลาดรวมพุ่งขึ้นถึง 142% เทียบกับตอนเปิดตัว ตัวเลขนี้เป็นการก้าวกระโดดที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับรายงานประจำปีของ SFC เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ระบุการเติบโต 95% สำหรับ ETF จำนวน 6 กอง สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านกองทุนโทเค็น ฮ่องกงมุ่งเน้นการแปลงสินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิม เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยกองทุนรวมตลาดเงินที่เป็นโทเคน 3 กองแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงนักลงทุนรายย่อย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม 736 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 ก่อนที่จะเติบโตต่อเนื่องมาถึงระดับ 8.66 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ณ สิ้นปีเดียวกัน นับว่าเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วมากในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ฮ่องกงไฟเขียว! อนุมัติโบรกเกอร์จีนรายแรกให้ซื้อขายคริปโตได้อย่างถูกกฎหมาย และก่อนหน้านั้น ฮ่องกงลุยไม่หยุด! เตรียมขยายใบอนุญาตเว็บเทรดคริปโตเพิ่มเติมอีก 11 เจ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ SFC กำลังเดินหน้าอย่างเป็นระบบในการสร้างระบบนิเวศคริปโตที่ครบวงจร
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าฮ่องกงกำลังเล่นเกมระยะยาวได้ดีมาก การขยายกฎระเบียบทีละขั้นแบบนี้ไม่ค่อยสร้างแรงสั่นสะเทือนตลาดในทันที แต่สะสมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบันได้อย่างมั่นคง น่าสังเกตว่าตัวเลข ETF โต 142% ในเวลาไม่ถึง 2 ปีนั้นถือว่าน่าประทับใจมากสำหรับตลาดขนาดนี้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการที่ SFC จะเดินหน้าอนุญาต Stablecoin และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ใหม่ๆ ได้เร็วแค่ไหน รวมถึงว่านักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่จะหันมาใช้ช่องทางฮ่องกงมากขึ้นไหม เพราะนั่นคือปัจจัยที่จะทำให้ตัวเลขพุ่งอีกหลายเท่าตัว
ภาพจาก AI
