สรุปข่าว
- อุตสาหกรรมคริปโตกำลังเผชิญกับฤดูหนาวของการจ้างงาน โดยบริษัททยอยประกาศลดขนาดองค์กรอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
- เบื้องหลังไม่ได้มีแค่เรื่องตลาดขาลง แต่ประกอบด้วยการนำ AI มาแทนที่แรงงาน และภาวะเงินทุนจาก VC แห้งเหือด
- ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดคริปโตไม่ได้ถึงทางตัน แต่กำลังก้าวออกจากยุค สตาร์ทอัปฟู่ฟ่าไปสู่อุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
วงการคริปโตเคอร์เรนซีกำลังเผชิญกับคลื่นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ นำโดยบริษัทระดับท็อปอย่าง Block Inc., Algorand, Gemini และ Crypto.com ที่พร้อมใจกันประกาศเลย์ออฟพนักงานจำนวนมาก ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ผลกระทบจากสภาวะตลาดซบเซา แต่มีรากฐานมาจาก 4 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ การใช้ AI เพื่อมาทดแทนแรงงานมนุษย์, สภาวะเงินทุนแห้งเหือด, พฤติกรรมตลาดที่เปลี่ยนไปโฟกัสนักลงทุนสถาบันมากกว่ารายย่อย และวัฏจักรปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตได้ประสบกับปัญหาวิกฤตการ “เลิกจ้าง” พนักงานอย่างกะทันหัน ส่งผลทำให้แรงงานมากฝีมือจำนวนไม่น้อยถูกลอยแพแบบไม่ทันตั้งตัว แต่สาเหตุที่ปลดจะมาจากการที่ตลาดคริปโตเข้าสู่ขาลง หรือจะมีเหตุผลอื่นมากกว่านั้น ในบทความนี้มีคำตอบ
เกิดอะไรขึ้น?
ก่อนที่จะไปดูกันถึงสาเหตุ เราต้องทราบกันก่อนว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า Block Inc. บริษัทใหญ่ของ Jack Dorsey ได้ประกาศปลดพนักงานราว 4,000 คนแบบฟ้าผ่า ซึ่งถัดมาจากนั้นไม่กี่สัปดาห์บริษัทคริปโตอื่นๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวตามกันมา
Algorand หนึ่งในโปรเจกต์คริปโตที่มีชื่อเสียงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า บริษัทได้ตัดสินใจปรับลดจำนวนพนักงานลง 25% เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นอกจากตัวของโปรเจกต์แล้วกระดานเทรดเองก็ได้ปรับโครงสร้างองค์กรเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น Gemini ของพี่น้อง Winklevoss ที่ประกาศคัดคนออกถึง 30% หรือ Crypto.com ซึ่งประกาศเลย์ออฟพนักงานออกกว่า 12%
ทำไมถึงตกงานกันหมด?
แม้เราจะไม่ทราบชัดว่าสถานการณ์ของอุตสาหกรรมอื่นจะเป็นอย่างไร แต่การไล่ปลดพนักงานในเวลาไล่เลี่ยกันของอุตสาหกรรมคริปโตไม่ใช่เรื่องที่บังเอิญจะเกิดขึ้น และมีสาเหตุหลักอยู่ 3 ประการดังนี้
1. AI แย่งงาน
ปัจจัยแรกที่ก่อให้เกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่มีผลมาจาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ที่ Jack Dorsey ระบุว่า สามารถทำงานทดแทนมนุษย์ได้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงปรับลดการจ้างงานมนุษย์ลงและหันไปพึ่งพาระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงแทน โดยบริษัททั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นยกเว้น Algorand ล้วนใช้เหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างในการปลดพนักงานออกเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตาม Block Inc. ผู้ที่เริ่มเทรนด์ก่อนใครเพื่อนได้กลับมาอัปเดตสถานการณ์ปัจจุบันและยอมรับว่างานบางส่วนยังคงต้องพึ่งพามนุษย์และได้ทำการเรียกตัวพนักงานจำนวนหนึ่งกลับเข้าทำงานตามเดิม
2. เศรษฐกิจฝืดเคือง เงิน VC แห้งเหือด
ถัดมาจะเป็นปัญหาเรื่องของเงินทุนที่ลดน้อยลงเป็นอย่างมากอันเนื่องมาจากตลาดคริปโตเริ่มไม่น่าดึงดูด เพราะประสบกับปัญหาขาลง นั่นเองจึงทำให้บริษัทที่ต้องเผาเงินมหาศาลโดยที่ยังไม่สร้างผลกำไรต้องเร่งปรับตัว เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ผ่านการลดขนาดทีมและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อนที่จะล้มกันหมดทั้งโปรเจกต์ และป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยกับบทเรียนช่วงปี 2022
3. เปลี่ยนผ่านสู่ยุคสถาบัน
ปัจจัยที่ 3 คือ การที่ตลาดคริปโตได้เจริญเติบโตขึ้นจากการทดลองของคนกลุ่มเล็กๆ มาสู่ประเภทของสินทรัพย์ใหม่ที่สถาบันการเงินจับตา นั่นจึงทำให้ตลาดคริปโตไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยนักเทรดรายย่อยอีกต่อไป และเมื่อพฤติกรรมของลูกค้าในตลาดเปลี่ยนและสภาพคล่องในตลาดน้อยลง ทีมงานก็ต้องปรับตัวตาม โปรเจกต์ขายฝันจำนวนมากจึงต้องเลิกจ้างหรือยุบทีมไปเลย เหลือเพียงแค่โปรเจกต์น้ำดีเท่านั้นที่ยังพออยู่รอดต่อไปได้ แต่ก็ใช่ว่าจะขยับขยายได้มากและเร็วเหมือนกับช่วงพีค
4. ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เหตุผลข้อสุดท้ายคือ เรื่องของวงจรธุรกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อทุกอย่างถึงทางตันหนทางที่จะเอาตัวรอดวิธีสุดท้ายก็คือ การควบรวมกิจการ หรือเทคโอเวอร์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าก็มักที่จะทำการปลดพนักงานตำแหน่งที่มีความซ้ำซ้อนกันออกเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินงาน
สรุป
จากปัจจัยทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวมาได้ยืนยันแล้วว่าตลาดคริปโตไม่ได้ถึงทางตัน แต่กำลังเข้าสู่การคัดกรองครั้งใหญ่ จากยุคสมัยสตาร์ทอัปเฟื่องฟูมาสู่ยุคที่ต้องแข่งกับทั้งทุนใหญ่และการมาถึงของ AI
มุมมองผู้เขียน : กระแสการเลิกจ้างในช่วงนี้อาจเป็นเพียงแค่การใช้ AI เป็นข้ออ้างบังหน้าเป็นหลักเนื่องจาก Block Inc. ได้พิสูจน์แล้วว่า AI ยังคงไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้สมบูรณ์ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ทำให้ปัญหาที่เหลืออยู่ในอุตสาหกรรมจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมากกว่า และการที่ตำแหน่งเหลือน้อยลงใช่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายสักทีเดียว เพราะมันหมายความว่าการแข่งขันในตลาดมันดุเดือดขนาดไหนเพื่อที่จะได้มาซึ่งสุดยอดผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค
