สรุปข่าว
- กระทรวงน้ำมันของอิหร่านยืนยันว่า “ไม่มีน้ำมันส่งออกแล้ว” หลังเกาะคาร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันถูกโจมตี และช่องแคบ Hormuz ถูกปิดบางส่วน
- ราคาน้ำมันพุ่งแล้วกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม และ Trump ขู่ว่าจะ ทำลายโรงงานน้ำมันบน Kharg ภายใน “5 นาที” หากอิหร่านไม่เปิด Hormuz
และหากเกิดขึ้นจริง JPMorgan เตือนว่า ราคาน้ำมันอาจทะลุ $150 - น้ำมันที่พุ่งแตะระดับ $100+ ทำให้เร่งการเกิดเงินเฟ้อและ FED ลดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้
ส่งผลให้ทองคำร่วง -11% และหุ้นปรับตัวลง แต่ Bitcoin กลับร่วงเพียง -0.84% เท่านั้น ซึ่งนี่คือความแข็งแกร่งที่หลายคนกำลังจับตา
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
หากราคาน้ำมันพุ่ง 50% จริง และสงครามยังไม่คลี่คลาย เงินเฟ้อจะพุ่งอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งรวมถึง Bitcoin
อิหร่านซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับต้น ๆ ของโลก ได้ออกยืนยันแล้วว่า “ไม่มีน้ำมันส่งออก” ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ของสงครามเพียง 3 สัปดาห์ ที่ทำให้เกาะคาร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันถูกโจมตี รวมถึงช่องแคบ Hormuz ที่กำลังปิดและ Supply chain พังทำให้รายได้หลักกว่า 5.3 หมื่นล้านต่อปีหายไปทันที
“หลอดเลือดใหญ่” ที่ถูกตัด
สื่อ Kpler รายงานว่า เกาะคาร์กซึ่งอยู่ห่างชายฝั่งอิหร่านราว 25 กิโลเมตรเป็นจุดส่งออกน้ำมันหลัก คิดเป็น 94% ของทั้งประเทศ (ประมาณ 1.52 ล้านบาร์เรล/วัน)
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เกาะคาร์กสำคัญคือ ชายฝั่งอิหร่านส่วนใหญ่น้ำตื้นเกินไปสำหรับเรือขนาดใหญ่ แต่เกาะคาร์กมีท่าเรือน้ำลึกที่สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ได้
รายงานจาก Al Jazeera ระบุว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีเกาะคาร์ก แม้โรงงานน้ำมันยังไม่ถูกทำลายโดยตรง แต่สถานการณ์สงคราม ทำให้เรือไม่กล้าเข้ามารับน้ำมันให้การส่งออกเป็นศูนย์
น้ำมันอาจพุ่งอีก 50% หากเกาะคาร์กถูกทำลาย
สื่อ TIME ระบุว่า หากมีคำสั่งโจมตีโรงงานน้ำมันเต็มรูปแบบซึ่งรวมถึงการโจมตีท่อส่งและบ่อเก็บน้ำมัน จะทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกทันทีราว 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน
JPMorgan ประเมินว่าอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกิน $150
และมีความเสี่ยงที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างน้ำมันของประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันอีกหลายล้านบาร์เรล
หากน้ำมันพุ่งแตะ $150 เงินเฟ้อจะพุ่งอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งรวมถึง Bitcoin แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า Bitcoin ราคาร่วงน้อยกว่าสินทรัพย์อื่น ซึ่งอาจทำให้ Bitcoin เป็นที่สนใจมากขึ้นในระยะยาว
ผู้เขียนมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งกำลังใกล้จบ เพราะเมื่อรายได้หลักระดับกว่า 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีหายไป ความสามารถในการทำสงครามก็ย่อมลดลง อย่างไรก็ตาม ราคา Bitcoin อาจยังผันผวนในระยะสั้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและภาวะ panic sell แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็มีโอกาสฟื้นตัว เนื่องจากในอดีต สินทรัพย์ที่ปรับตัวลงแรงในช่วงวิกฤต มักฟื้นกลับได้แรงเมื่อความเสี่ยงลดลง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
