bitkub-banner

สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ! ดันยอดคนใช้แอปฯ ส่งข้อความและโซเชียลแบบ “Decentralized” พุ่งกระฉูด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กระแสความไม่สงบทางการเมือง และการปิดกั้นการสื่อสารในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ยอดการค้นหาโซเชียลมีเดียแบบกระจายศูนย์พุ่งสูงถึง 145% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
  • แอปพลิเคชันส่งข้อความแบบ Peer-to-Peer อย่าง Bitchat และโปรโตคอล XMTP กลายเป็นที่พึ่งหลัก ของผู้ใช้งานในประเทศที่เผชิญการประท้วง และการเซ็นเซอร์จากรัฐบาล เช่น อิหร่าน ยูกันดา และรัสเซีย
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแพลตฟอร์มรวมศูนย์ที่มีเจ้าของเพียงรายเดียว ไปสู่ยุค Open Protocol ที่ไม่มีจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว เพื่อรับประกันความเป็นส่วนตัวและการสื่อสารที่เสรี

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การเติบโตของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันสื่อสารแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ส่งผลบวกโดยตรงต่อเหรียญในกลุ่ม Web3 Social และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน เนื่องจากแอปเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เหรียญโทเค็นในการรันโหนด เก็บข้อมูล หรือจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมบนเครือข่าย

มื่อฐานผู้ใช้ขยายตัวจากความจำเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการถือครองเหรียญต้นสังกัดจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยผลักดันมูลค่าเหรียญกลุ่มนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในช่วงปีที่ผ่านมา แอปพลิเคชันแชทและโซเชียลมีเดียแบบ Decentralized ที่ทำงานบนบล็อกเชนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการประท้วงรุนแรง หรือรัฐบาลสั่งจำกัดการสื่อสารอย่างเข้มงวด ทั้งในตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกา 

ข้อมูลจาก Exploding Topics ระบุว่า ความสนใจค้นหาเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียแบบ Decentralized เพิ่มขึ้นถึง 145% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่แอปส่งข้อความแบบ Peer-to-Peer อย่าง Bitchat ก็มียอดดาวน์โหลดพุ่งพรวดในช่วงการประท้วงในหลายประเทศ เช่น มาดากัสการ์ ยูกันดา เนปาล อินโดนีเซีย และอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ เมื่อแพลตฟอร์มเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ความปลอดภัยได้อีกต่อไป

ความสนใจในการค้นหาสื่อสังคมออนไลน์แบบ Decentralized เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แหล่งที่มา: Exploding Topics

เมื่อความเชื่อใจ ย้ายจาก “บริษัท” ไปสู่ “โปรโตคอล”

Shane Mac ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ XMTP Labs ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันผู้คน เริ่มไว้วางใจใน Open Protocol มากกว่าบริษัทปิดที่มีเจ้าของเพียงรายเดียว ซึ่งความไม่สงบทั่วโลกทำให้ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวและการสื่อสารที่ไม่ถูกควบคุมกลายเป็นหัวใจสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของ WhatsApp ที่ถูกบล็อกในรัสเซียจนบีบให้ผู้ใช้งานต้องพึ่งพา VPN เพื่อเข้าถึงบริการอื่น 

Shane Mac  มองว่า หาก 15 ปีที่ผ่านมาคือ ยุคทองของโลกแบบ Centralization ดังนั้น 15 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคที่ Decentralized เข้ามามีบทบาทนำ อย่างเต็มตัว

จุดแข็งที่รัฐบาลปิดไม่ได้: ไม่มีจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว

ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าของระบบ Decentralized คือ การไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางตัวเดียว แต่ข้อมูลและเครือข่ายจะกระจายตัวอยู่ตามโหนดต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีผู้ใช้งานเป็นผู้ช่วยกันรันเครือข่าย โครงสร้างนี้ทำให้การสั่งปิดทั้งระบบทำได้ยากกว่าแพลตฟอร์มรวมศูนย์ที่มีเจ้าของรายเดียวและเซิร์ฟเวอร์ตั้งอยู่ในจุดที่รัฐเข้าถึงได้ง่าย มีรายงานว่าผู้พัฒนาได้นำ Bitchat ซึ่งเป็น Open Source ไปผูกเข้ากับเครือข่ายของ XMTP เพื่อแก้ปัญหาการโดนบล็อกในระดับประเทศ ผลที่ได้คือแอปจะไม่พังทั้งระบบ แม้จะถูกปิดกั้นในบางจุดก็ตาม

อนาคตไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเติมเต็ม

แม้เทรนด์จะมาแรงและตลาดแชทบนบล็อกเชนมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการด้านความปลอดภัย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจจะยังไม่สามารถแทนที่แอปเดิมได้ทั้งหมดในเร็ววัน 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในอนาคตจะเป็นลักษณะของการใช้งานคู่ขนานกันไป เหมือนที่ SMS และอีเมลยังไม่หายไปไหน แม้จะมีแอปแชทเข้ารหัสเกิดขึ้นมากมาย ปัจจุบันผู้ใช้โซเชียลมีเดียหนึ่งคนมีสถิติใช้งานเฉลี่ยถึง 6.75 แพลตฟอร์มต่อเดือน ซึ่งพิสูจน์ว่า ผู้คนไม่ได้เลือกใช้เพียงอย่างเดียวแต่เลือกกระจายการใช้งานตามความเหมาะสมและความต้องการในแต่ละช่วงเวลา

ที่มา : cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : การเติบโตของแอปแชทแบบ Decentralized Messaging ในปี 2026 ไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่มันคือ “เกราะป้องกัน” และการดิ้นรนเพื่อรักษาเสรีภาพส่วนบุคคลในยุคที่การถูกสอดส่องดิจิทัลเข้มข้นขึ้น