สรุปข่าว
- นักวิเคราะห์เตือนอัตราดอกเบี้ยจำนอง 30 ปีของสหรัฐฯ กำลังจะกลับขึ้นไปเกิน 7% อีกครั้งในอีกไม่กี่วัน
- ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แสดงสัญญาณผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่กว่าราคาน้ำมันในขณะนี้
- ความไม่มีเสถียรภาพในตลาดพันธบัตรอาจส่งแรงกดดันไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท หากสถานการณ์ยิ่งบานปลาย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
อัตราดอกเบี้ยจำนองที่พุ่งกลับเกิน 7% ประกอบกับความผันผวนของตลาดพันธบัตรที่รุนแรง ส่งสัญญาณให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นกับสินทรัพย์เสี่ยง เมื่อต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น กระแสเงินทุนมักไหลออกจากตลาดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างคริปโต แม้ผลกระทบโดยตรงต่อราคาในวันนี้ยังไม่ชัดเจน แต่แนวโน้มมหภาคนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันในระยะกลาง
ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมหภาครายสำคัญออกมาเตือนว่า อัตราดอกเบี้ยจำนองแบบคงที่ 30 ปีของสหรัฐฯ กำลังจะกลับขึ้นไปแตะระดับเกิน 7% อีกครั้งในอีกเพียงไม่กี่วัน พร้อมชี้ให้เห็นว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังแสดงสัญญาณ “ควบคุมไม่ได้” และเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากกว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้ ข้อมูลย้อนหลังจาก Freddie Mac ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยจำนอง 30 ปีเคยพุ่งสูงสุดที่ 7.79% ในเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ การย้อนกลับมาใกล้ระดับนี้อีกครั้งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังไม่ได้บรรเทาลง

ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย น่ากลัวกว่าราคาน้ำมัน
การที่นักวิเคราะห์จาก The Kobeissi Letter ระบุว่าความผันผวนของตลาดพันธบัตรเป็น “ปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำมัน” นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ถือเป็นรากฐานของระบบการเงินโลก เมื่อผลตอบแทนพันธบัตร (bond yield) เคลื่อนไหวผันผวนในระดับสูง นั่นหมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมทั่วระบบเศรษฐกิจจะปรับขึ้นตาม ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ หรือการลงทุนภาครัฐ
ดัชนี MOVE (Merrill Option Volatility Estimate) ซึ่งเปรียบเสมือน VIX ของตลาดพันธบัตร ได้แสดงระดับความผันผวนในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก นับเป็นสัญญาณที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องจับตาใกล้ชิด เพราะเมื่อตลาดพันธบัตรไม่มีเสถียรภาพ การจัดสรรพอร์ตโฟลิโอของสถาบันการเงินรายใหญ่ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง
ดอกเบี้ยจำนองเกิน 7% หมายความว่าอะไรสำหรับเศรษฐกิจ
อัตราดอกเบี้ยจำนอง 30 ปีที่เกินระดับ 7% ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ บ้านราคา $400,000 ที่กู้ในอัตรา 4% จะมียอดผ่อนต่อเดือนต่างจากการกู้ในอัตรา 7% อยู่หลายร้อยดอลลาร์ต่อเดือน ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึมตัวลง และประชาชนมีเงินใช้จ่ายในส่วนอื่นน้อยลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มวงจรการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยจำนองให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา Fed จะส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แต่ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ธนาคาร HSBC คาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานถึง 2 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น แรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงก็จะยังคงอยู่กับตลาดการเงินต่อไปอีกนาน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสัญญาณที่ The Kobeissi Letter ชี้ให้เห็นครั้งนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะปกติแล้วตลาดส่วนใหญ่จะโฟกัสกันที่ราคาน้ำมันหรือตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ถ้าตลาดพันธบัตรเริ่มสั่นคลอนจริง มันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหา หรือคริปโต สิ่งที่ควรจับตาในช่วงนี้คือทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ถ้ายังคงไต่ขึ้นต่อเนื่อง โอกาสที่นักลงทุนจะ “ขายสินทรัพย์เสี่ยง” เพื่อถือเงินสดหรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าก็มีสูงขึ้น ดังนั้นแม้วันนี้ตลาดคริปโตยังไม่ขยับมากนัก แต่ถ้าสถานการณ์พันธบัตรยิ่งบานปลาย ก็ควรระวังแรงเทขายที่อาจตามมา
ภาพจาก AI
