สรุปข่าว
สรุปข่าว
- ซีอีโอ BlackRock เตือนภัยว่า AI จะสร้างความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ หากประชาชนทั่วไปไม่ได้ร่วมถือครองหุ้นในบริษัทผู้พัฒนา
- เสนอผลักดันนโยบาย Trump Accounts แจกเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐเข้าบัญชี IRA ให้เด็ก และเสนอให้นำเงินกองทุน Social Security ไปลงทุนในตลาดหุ้น
- ข้อมูลเผยเด็กจบใหม่กำลังเผชิญวิกฤตว่างงานหนักถึง 5.6% จากการถูก AI แย่งงานออฟฟิศ พร้อมเตือนสหรัฐฯ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานรองรับ Data centers
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้ข่าวนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาคริปโตหรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งในระยะสั้น แต่มันเป็นการส่งสัญญาณระดับมหภาคที่ทรงพลังมากจากสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ว่าทิศทางของเม็ดเงินหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้ประชาชนหันมาสนใจการถือครองสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาเตือนสติว่ายุคตื่นทองของ AI อาจทิ้งชาวอเมริกันธรรมดาไว้ข้างหลัง เว้นแต่พวกเขาจะได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทที่กำลังกอบโกยความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีนี้ Fink ชี้ว่านี่คือการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการคิดค้นคอมพิวเตอร์ และเตือนว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลก กลุ่มคนที่ได้ครอบครองผลประโยชน์มักจะเป็นผู้สร้างและผู้ดำเนินการเสมอ หากรูปแบบนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอย AI ก็จะยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อแก้ปัญหานี้ Fink มองว่าการให้ชาวอเมริกันที่กำลังดิ้นรนได้มีโอกาสถือครองหุ้นคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่หายไป ประชาชนต้องได้ถือครอง Asset ผ่านตลาดทุนแทนที่จะยืนมองคนเพียงหยิบมือคว้าผลรางวัลไปทั้งหมด เขากล่าวสนับสนุนแนวทาง Trump Accounts ซึ่งเป็นแผนที่จะให้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐแก่เด็กที่เข้าเกณฑ์ผ่านบัญชี IRA รูปแบบใหม่ แม้เขาจะมองว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็ยังไม่เพียงพอรับมือกับคลื่น Disruption ที่กำลังจะมาถึง เขายังเสนอไอเดียที่ใหญ่กว่านั้นคือการปฏิรูประบบ Social Security เพื่อให้สามารถนำกองทุนบางส่วนไปลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในหุ้นและพันธบัตร ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนระบบนี้ให้กลายเป็นเครื่องยนต์สร้างความมั่งคั่งที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
Fink ยังได้เชื่อมโยงประเด็นการเป็นเจ้าของนี้เข้ากับวิกฤตตลาดแรงงานในงานสัมมนา 2026 Infrastructure Summit เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเขาแสดงความกังวลว่าเด็กจบใหม่ในปีนี้อาจต้องเผชิญกับภาวะว่างงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีแม้จะไม่ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม สังคมยังปรับตัวรับความเร็วของ AI ไม่ทัน และเส้นทางเดิมๆ จากใบปริญญาไปสู่งานออฟฟิศกำลังถูกกดดันอย่างหนัก เนื่องจากงานเหล่านี้คือเป้าหมายแรกๆ ที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่ ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาสาขานิวยอร์กระบุว่า อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่อายุ 22 ถึง 27 ปีพุ่งสูงถึง 5.6% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 หากไม่นับช่วงการระบาดใหญ่ นอกจากนี้แพลตฟอร์มหางานอย่าง Handshake ยังเผยว่ายอดประกาศรับสมัครงานลดลงกว่า 16% ระหว่างเดือนสิงหาคม 2024 ถึงสิงหาคม 2025 ในขณะที่ยอดผู้สมัครต่อหนึ่งตำแหน่งกลับพุ่งพรวดถึง 26%
นอกจากเรื่องแรงงานแล้ว Fink ยังชี้จุดเปราะบางที่สองในการแข่งขันด้าน AI นั่นคือเรื่องพลังงาน ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนต่างทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้าง Data centers ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วสหรัฐอเมริกาก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาย้ำว่าประเทศต้องการกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากทุกแหล่งที่เป็นไปได้ และเตือนว่าอเมริกากำลังตามหลังจีนในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ในมุมมองของเขา การขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องสร้างอนาคตของ AI บนรากฐานด้านพลังงานที่อ่อนแอ
ที่มา: cryptopolitan
วิสัยทัศน์ระดับซีอีโอของกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นเฉียบขาดและน่ากลัวมากครับ การมาของ AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจและความมั่งคั่งครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ คนที่มี Asset หรือมีหุ้นในบริษัทผู้สร้าง AI จะรวยขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนและเด็กจบใหม่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะโดนแย่งงาน ข้อมูลที่เด็กจบใหม่ว่างงานพุ่งสูงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดว่าเราไม่สามารถพึ่งพารายได้จากแรงงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การเริ่มต้นศึกษาเรื่องการลงทุนและสะสม Asset ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือคริปโต ถือเป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้เราไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคตื่นทองของ AI ครับ
