สรุปข่าว
- ก.ล.ต. สหรัฐฯ ส่งเอกสารตีความแนวทางใหม่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์กับสินทรัพย์คริปโตไปยังสำนักงานจัดการและงบประมาณของทำเนียบขาว (OMB) เพื่อพิจารณาแล้วเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569
- ภายใต้แนวทางใหม่นี้ สินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่จะไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ กิจกรรมอย่าง Staking, Mining, Airdrop, NFT และ Stablecoin ล้วนอยู่นอกขอบเขต ยกเว้นเฉพาะหลักทรัพย์ดั้งเดิมที่ถูกแปลงเป็นโทเคนเท่านั้น
- แนวทางนี้ยังถูกมองเป็นสะพานเชื่อมสู่การออกกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในรัฐสภาสหรัฐฯ รวมถึงร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่กำลังดำเนินการอยู่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
หากแนวทางนี้ผ่านการพิจารณาของทำเนียบขาวและมีผลบังคับใช้ จะเป็นการลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสำหรับสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเปิดทางให้สถาบันการเงินและนักพัฒนาทำงานบนบล็อกเชนได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือ SEC) ได้ส่งเอกสารแนวทางตีความฉบับสำคัญเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางกับสินทรัพย์คริปโตไปยังสำนักงานจัดการและงบประมาณของทำเนียบขาว (OMB) เพื่อรอการพิจารณาแล้ว ตามรายงานจาก Cointelegraph เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Commission Interpretation on Application of the Federal Securities Laws to Certain Types of Crypto Assets and Certain Transactions Involving Crypto Assets” และถูกส่งเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากสำนักงานข้อมูลและกิจการกำกับดูแล (OIRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ OMB นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานพอล แอตกินส์ ที่กำลังปรับทิศทางการกำกับดูแลคริปโตจากแนวทางเดิมที่เน้นการฟ้องร้องในยุคแกรี เจนสเลอร์ สู่แนวทางที่มีความชัดเจนและอิงหลักการมากขึ้น
คริปโตส่วนใหญ่พ้นจากการเป็นหลักทรัพย์ในแนวทางใหม่นี้
หัวใจสำคัญของแนวทางตีความฉบับนี้คือการระบุว่าสินทรัพย์คริปโตส่วนใหญ่ไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ โดยมีข้อยกเว้นแคบๆ เฉพาะสำหรับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Traditional Securities) เท่านั้น กิจกรรมทั่วไปในโลกคริปโตอย่าง Airdrop, Staking, Mining รวมถึงสินทรัพย์ประเภท NFT, สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล, เครื่องมือดิจิทัล และ Stablecoin จะไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในฐานะหลักทรัพย์อีกต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอ “ข้อยกเว้นด้านนวัตกรรม” ซึ่งจะอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการยกเว้นจากการจดทะเบียนในรูปแบบต่างๆ ในช่วงระยะเวลาจำกัด อีกทั้งแนวทางฉบับนี้ยังอาจนำเสนอ “อนุกรมวิธานของโทเคน” หรือระบบการจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ชัดเจนว่าสินทรัพย์ใดมีคุณสมบัติเป็นหลักทรัพย์บ้าง ซึ่งจะช่วยลดความสับสนที่มีมายาวนาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อเพิ่มการประสานงานและชี้แจงขอบเขตอำนาจระหว่างสองหน่วยงานด้วย
สัญญาณการเปลี่ยนยุค ทิ้งมรดกของเจนสเลอร์
การเคลื่อนไหวครั้งนี้แตกต่างจากแนวทางในยุคของอดีตประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ แกรี เจนสเลอร์ อย่างสิ้นเชิง เจนสเลอร์ยึดจุดยืนมาตลอดว่าโทเคนคริปโตส่วนใหญ่ ยกเว้น Bitcoin ถือเป็นหลักทรัพย์และอยู่ในอำนาจการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องหลายคดีต่อบริษัทคริปโตรายใหญ่ แนวทางใหม่ภายใต้พอล แอตกินส์ไม่ได้สร้างกฎหมายใหม่ แต่เป็นการตีความกฎหมายที่มีอยู่แล้วใหม่ เพื่อให้ชัดเจนและเป็นมิตรต่อนวัตกรรมมากขึ้น และเนื่องจากเป็นแนวทางระดับคณะกรรมการ จึงมีน้ำหนักมากกว่าแถลงการณ์ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป
แนวทางนี้ยังถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมสู่การออกกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในรัฐสภาสหรัฐฯ รวมถึงร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจะวางโครงสร้างการกำกับดูแลคริปโตในระยะยาวอย่างครอบคลุมมากขึ้น ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ ปล่อยให้มีเพียง 18 เหรียญที่รอด Altcoin ที่คุณถืออยู่อาจกลายเป็นหลักทรัพย์เถื่อน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการส่งแนวทางตีความชุดนี้ไปให้ทำเนียบขาวพิจารณาเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับวงการคริปโต เพราะถ้าผ่านออกมาจริงๆ มันจะตัดความไม่แน่นอนที่บีบรัดอุตสาหกรรมมาหลายปีออกไปได้มาก โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ทำ Staking หรือ Airdrop ซึ่งเคยอยู่ในโซนเทาตลอด อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้อ่านจับตาดูว่า OMB จะใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหน และเมื่อออกมาแล้วจะถูกท้าทายในชั้นศาลหรือเปล่า เพราะนี่ยังเป็นแค่ขั้นตอนระหว่างทาง ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย ความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่แท้จริงอาจต้องรอจนกว่าร่างกฎหมายในรัฐสภาจะผ่านออกมา
ภาพจาก AI
