สรุปข่าว
- Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase ระบุว่าธนาคารขนาดใหญ่กำลังนำ Stablecoin มาใช้ในระบบชำระเงิน แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน และเริ่มให้บริการซื้อขายคริปโตแก่ลูกค้า
- Coinbase ร่วมมือกับ JPMorgan และ PNC Bank รวมถึง GSIB อีก 5 แห่ง ขณะที่ BlackRock มีแผนโทเคนไนซ์พอร์ตการลงทุนทั้งหมด
- มูลค่าตลาด Stablecoin ทั่วโลกแตะ 313,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณธุรกรรมปี 2568 สูงกว่า Visa และ Mastercard รวมกัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ธนาคารระดับโลกเริ่มนำ Stablecoin มาใช้จริงและโทเคนไนซ์สินทรัพย์ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับคริปโตในระดับสถาบัน ซึ่งช่วยสร้างความต้องการใช้งาน USDC และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นโครงการนำร่อง
ตามรายงานจาก Cointelegraph Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ได้ออกมาเปิดเผยว่าธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังเดินหน้านำ Stablecoin มาใช้ในระบบชำระเงิน แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน และเริ่มเสนอบริการซื้อขายคริปโตให้แก่ลูกค้า ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อสังเกตที่ Armstrong ได้กล่าวในหลายเวทีช่วงที่ผ่านมา รวมถึงในงาน The New York Times DealBook Summit เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และการให้สัมภาษณ์กับ All-In Podcast ที่งาน World Economic Forum ในดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 Armstrong ยังเปิดเผยอีกว่า Coinbase ได้ร่วมมือโดยตรงกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง JPMorgan และ PNC Bank ในการนำโครงสร้างพื้นฐานคริปโตเข้ารวมกับผลิตภัณฑ์ธนาคารแบบดั้งเดิม
ธนาคารใหญ่ก้าวเข้าสู่โลกคริปโต ทั้งแบบนำร่องและเปิดให้บริการจริง
Armstrong ชี้แจงว่าในช่วงต้นปี 2569 ประมาณ 50% ของสถาบันการเงินขนาดใหญ่กำลังให้ความสนใจในคริปโต โดยมีธนาคาร GSIB ถึง 5 แห่งที่กำลังร่วมมือกับ Coinbase อยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือการ “บูรณาการ Stablecoin” ที่ Armstrong พูดถึงนั้นส่วนหนึ่งยังอยู่ในขั้นโครงการนำร่อง ไม่ใช่การให้บริการเต็มรูปแบบแก่ลูกค้าทั่วไปในทันที ซึ่งต่างจาก Visa และ Mastercard ที่ได้เริ่มรองรับการชำระเงินด้วย USDC บนบล็อกเชนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว Armstrong ยังเน้นย้ำถึงความสนใจของ BlackRock ในการโทเคนไนซ์กองทุน โดยระบุว่ายักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์รายนี้กำลังมุ่งหน้าสู่การแปลงพอร์ตการลงทุนทั้งหมดให้อยู่บนบล็อกเชน
ตลาด Stablecoin โตแรง ปริมาณธุรกรรมแซง Visa และ Mastercard แล้ว
ตัวเลขที่สนับสนุนมุมมองของ Armstrong นั้นชัดเจน ณ เดือนมีนาคม 2569 มูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 313,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากปีก่อนหน้า โดย Tether (USDT) ยังครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ประมาณ 62% และ USD Coin (USDC) ของ Circle ตามมาในอันดับสองที่ประมาณ 25% ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือปริมาณธุรกรรม Stablecoin บนบล็อกเชนในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 33 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปริมาณธุรกรรมรวมของ Visa และ Mastercard ในปีเดียวกัน
กรอบกฎหมาย GENIUS Act ที่ประกาศใช้ในปี 2568 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ได้วางรากฐานสำคัญให้กับอุตสาหกรรม โดยกำหนดกรอบกฎหมายระดับรัฐบาลกลางสำหรับ Stablecoin ที่ใช้ชำระเงิน พร้อมบังคับให้มีทุนสำรอง 100% ในตั๋วเงินคลังระยะสั้น ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ธนาคารในการเดินหน้านำ Stablecoin มาใช้งานจริง Armstrong ยังเคยเห็นด้วยกับ Stanley Druckenmiller ในมุมมองที่ว่า Stablecoin จะกลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบชำระเงินโลกในอนาคต ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์แอบนัดคุยซีอีโอ Coinbase ก่อนเดินหน้ากดดันธนาคารให้หยุดขวาง Clarity Act ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดำเนินไปพร้อมแรงกดดันทางการเมืองด้วยเช่นกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ Armstrong พูดครั้งนี้เป็นการยืนยันทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่าธนาคารใหญ่ไม่ได้แค่ “สนใจ” คริปโตอีกต่อไป แต่กำลังลงมือทำจริง แม้หลายโครงการยังอยู่ในขั้นนำร่อง สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าธนาคาร GSIB เหล่านี้จะประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Coinbase เมื่อไหร่ และ Clarity Act จะผ่านสภาสหรัฐฯ ได้หรือเปล่า เพราะถ้าสองอย่างนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อราคาคริปโตและหุ้น Coinbase น่าจะเด่นชัดมากกว่านี้
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph
