bitkub-banner

CIB แถลงผลบุกรวบเครือข่าย ACT Coin (แอ็คมี่) ต้มตุ๋นลงทุนสูญเงินกว่าพันล้านบาท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ Operation Crypto Illusion บุกรวบตัวเครือข่าย ACT Coin ขณะกำลังเตรียมหลบหนีไปยังประเทศสิงคโปร์ พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินหรูจำนวนมาก
  • ขบวนการนี้ใช้ชื่อเสียงของการเป็นผู้สร้างเหรียญ ACT มาเปิดแพลตฟอร์มเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนลงทุน แต่เมื่อถึงเวลาถอนเงินกลับอ้างว่าติดปัญหาทางกฎหมายและปิดเว็บไซต์หนี
  • ตำรวจยืนยันว่าเครือข่ายในไทยถูกจับกุมได้หมดแล้ว แต่ตัวการสำคัญอีก 2 ราย ยังคงหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการทลายล้างเครือข่ายฉ้อโกงคริปโตของนายวรวัฒน์ หรือ “แอ็คมี่” เจ้าของเหรียญ ACT โดยสามารถสกัดจับพี่ชายและผู้ร่วมขบวนการได้คาสนามบินขณะเตรียมหลบหนีไปสิงคโปร์ พร้อมยึดทรัพย์สินหรูกว่า 50 ล้านบาท พฤติการณ์ของแก๊งนี้คือการอาศัยโปรไฟล์ความน่าเชื่อถือในวงการคริปโต มาเปิดแพลตฟอร์มหลอกให้ประชาชนร่วมลงทุนก่อนจะใช้ข้ออ้างปิดเว็บหนี คดีนี้สร้างความเสียหายมหาศาลทะลุ 1,386 ล้านบาท ซึ่งแม้เจ้าหน้าที่จะรวบตัวเครือข่ายในประเทศได้แล้ว แต่ตัวการใหญ่ยังคงหลบหนีลอยนวลอยู่ในต่างประเทศ

ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เปิดปฏิบัติการ “Operation Crypto Illusion” เพื่อทลายเครือข่ายของ “แอ็คมี่” หรือ นายวรวัฒน์ เจ้าของเหรียญ ACT และแพลตฟอร์มลงทุนชื่อดัง หลังพบพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลสร้างความเสียหายมหาศาล

เตรียมบินหนีไปสิงคโปร์

ไฮไลต์สำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้คือการบุกจับกุม นายอติชาต ซึ่งเป็นพี่ชายของนาย วรวัฒน์ (แอ็คมี่) โดยเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวได้ที่สนามบินดอนเมือง ขณะกำลังเตรียมตัวเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังประเทศสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ยังสามารถจับกุมนางสาวจุฑามาศ ผู้ร่วมขบวนการอีกรายได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งพร้อมกระเป๋าเดินทาง ซึ่งมีแผนจะเดินทางไปสิงคโปร์ในลักษณะเดียวกัน

จากการสืบสวนพบว่า นายอติชาตมีบทบาทสำคัญในการรับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงในรูปแบบคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาท

ยึดทรัพย์สินหรูรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

ในการเข้าตรวจค้นทั้งหมด 5 จุดในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดทรัพย์สินหลายรายการที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด ประกอบด้วย:

  • รถยนต์หรู 4 คัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท
  • กระเป๋าแบรนด์เนมและของมีค่าอื่นๆ กว่า 60 รายการ รวมถึงอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงยี่ห้อดัง มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท
  • โฉนดที่ดินบ้านพัก มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

เปิดโปงโมเดลหลอกลงทุน 1000X และ Wowbit ผลตอบแทนลวงโลก 200%

เครือข่ายของนายวรวัฒน์ได้ใช้ความน่าเชื่อถือจากการเป็นผู้สร้าง เหรียญ ACT และการอ้างตัวว่าเป็นผู้ครอบคลุมสกุลเงินดิจิทัลมากที่สุดในไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยมีแพลตฟอร์มหลักที่ใช้ก่อเหตุคือ:

  • 1000X: อ้างว่าเป็นการลงทุนหุ้นทองคำและคริปโต โดยโฆษณาผ่านเพจ Facebook ว่าสามารถทำกำไรได้สูงถึง 200% ต่อปี
  • Wowbit: ชักชวนให้ผู้เสียหายซื้อเหรียญ ACT และนำมาฝากออม (Staking) โดยสัญญาให้ผลตอบแทนสูงถึง 90% ต่อปี หรือสัญญาจะซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาถอนเงิน ผู้เสียหายกลับไม่สามารถนำเงินออกมาได้ โดยกลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างว่าติดปัญหาทางกฎหมาย ก่อนจะทำการปิดเว็บไซต์หนีไป

กระบวนการฉ้อโกง

สำหรับกระบวนการหลอกลวงทางตำรวจเปิดเผยว่าเครือข่ายของนายวรวัฒน์ จะใช้วิธีการชักชวนลงทุนให้นักลงทุนโอนสินทรัพย์เข้ามายังแพลตฟอร์มของตนจากนั้นจึงได้ทำการสร้าง Wallet เพื่อรับเหรียญจำนวน 70 กระเป๋า และทำการผ่องถ่ายเหรียญไปยังกระเป๋ารวบรวมเหรียญของ นางสาว จุฑามาศ ก่อนที่จะนำเงินมาถอนออกมาเป็นเงินสดและโอนให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์

ปัจจุบัน ทางตำรวจเปิดเผยว่า ยังมีผู้เกี่ยวข้องที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศเป็นจำนวน 2 ราย ได้แก่นายวรวัฒน์ และ กรรมการของบริษัท 1000X ขณะที่อีกรายอยู่ในเรือนจำแล้ว ส่วนเครือข่ายที่เหลือถูกจับกุมได้แล้วทั้งหมด 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่ นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม นำกลุ่มผู้เสียหายเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีกับนักธุรกิจชื่อดังในข้อหาหลอกลวงลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 1,386 ล้านบาท