สรุปข่าว
- องค์กรคริปโตชั้นนำกว่า 20 แห่งภายใต้ชื่อ 1 inch Forward initiative ส่งจดหมายเปิดผนึกจี้มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ให้บรรจุเนื้อหา DeFi ลงในหลักสูตร
- สำหรับประเทศไทยเนื้อหา DeFi และคริปโตสามารถเริ่มสอนได้แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและมีกรอบที่ชัดเจน
- การผลักดันเรื่องนี้ติดกำแพงความท้าทายของการศึกษาไทย 3 ด้าน คือ ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ, ความเสี่ยงทางกฎหมาย และความล่าช้าในการอนุมัติหลักสูตร
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
กลุ่มพันธมิตรแพลตฟอร์ม DeFi ชั้นนำกว่า 20 แห่งได้รวมตัวกันในชื่อ 1 inch Forward initiative ส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ บรรจุวิชา DeFiเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อตอกย้ำว่าเทคโนโลยีนี้คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกการเงิน ปรากฏการณ์นี้จุดประกายคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเดินตามรอยหรือไม่ ซึ่งบทความวิเคราะห์ชี้ชัดว่าไทยควรทำอย่างยิ่งแต่ต้องระมัดระวังและมีกรอบที่ชัดเจน
เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พันธมิตรวงการ DeFi กว่า 20 แพลตฟอร์มได้รวมตัวกันส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังมหาวิทยาลัยอเมริกัน เพื่อเรียกร้องให้มีการนำเนื้อหาเรื่อง DeFi และคริปโตเข้ามาทำการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ต้องจับตามอง
พันธมิตรดังกล่าวประกอบไปด้วยองค์กรชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Blockchain Association, DeFi Education Fund, Solana Policy Research Institute, Aave Labs, รวมถึง Dune โดยพวกเขาเรียกรวมตัวนี้ว่า “1 inch Forward initiative”
จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวระบุว่า คณะบริหารธุรกิจและคณะนิติศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเป็นบรรทัดฐานของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของโลกมาอย่างยาวนาน และ DeFi คือพรมแดนถัดไปในการรักษามาตรฐานนี้ไว้
จดหมายยังเสริมว่า ความสนใจของนักศึกษาที่มีต่อ DeFi กำลังเพิ่มสูงขึ้น จึงเสนอให้มีการเพิ่มการเรียนการสอนเสริม เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาจะเข้าใจถึงโครงสร้างและรูปแบบการใช้งานจริงของเทคโนโลยีกระจายศูนย์ โดยเนื้อหาจะครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน, การเปลี่ยนแปลงของกรอบกฎหมาย และรายวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ บรรดาองค์กรที่เข้าร่วมได้แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนสถานศึกษาในการออกแบบเนื้อหาหลักสูตร, การมอบโอกาสในการฝึกปฏิบัติงานจริง และการทำให้มั่นใจว่าเนื้อหาการเรียนการสอนนั้นก้าวทันต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าระบบการเงินดั้งเดิมได้ ยอมรับแล้วว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วข้ามคืน แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกการเงินที่กำลังจะเข้ามา
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเปิดรับคริปโตเคอร์เรนซีสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก คำถามที่ตามมาคือ “เราควรทำตามหรือไม่?”
ไทยควรจะเริ่มสอนเรื่องคริปโตไหม?
ในมุมมองเชิงวิเคราะห์คำตอบคือ “ควรทำอย่างยิ่ง” แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและมีกรอบที่ชัดเจน โดยผู้เขียนมองว่าไทยควรเริ่มเปิดสอนเนื้อหาเรื่อง DeFi ด้วย 3 เหตุผลนี้
1. สร้างภูมิคุ้มกันมากกว่าสอนให้เก็งกำไร
ปัจจุบัน วัยรุ่นไทยจำนวนมากเริ่มมีการเข้าถึงคริปโตรวมถึง DeFi ได้มากขึ้นผ่านสมาร์ตโฟนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่คนส่วนใหญ่เข้ามายังตลาดแห่งนี้ด้วยชุดความคิดแบบรวยทางลัด ซึ่งนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ หรือการถูกหลอกลวง
การมีวิชาเรียนที่สอนให้เข้าใจถึงกลไกการทำงานเบื้องหลังของ Smart Contracts, การอ่านโค้ดพื้นฐาน, และการประเมินความเสี่ยง จึงเข้ามาช่วยเปลี่ยนวัยรุ่นที่หวังรวยเปรี้ยงให้กลายเป็น นักลงทุนที่รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ จนหมดเนื้อหมดตัว
2. ผลิตบุคลากรอุดช่องโหว่ตลาดแรงงาน
อุตสาหกรรมการเงินของไทย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทฟินเทค แทบจะคอนเฟิร์มแล้วว่ากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีอย่าง Tokenization, RWA และ Digital Currency
บุคลากรที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดตอนนี้จึงไม่ใช่แค่นักการเงินแบบดั้งเดิม หรือโปรแกรมเมอร์ทั่วไป แต่คือคนที่เข้าใจทั้งเศรษฐศาสตร์และบล็อกเชน การเปิดสอนวิชานี้คือ การผลิตบุคลากรระดับหัวกะทิเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม Web3 ระดับสากล
3. ยกระดับไทยเป็น Digital Hub ของภูมิภาค
หากมหาวิทยาลัยไทยสามารถสร้างหลักสูตรที่แข็งแกร่งได้ เราจะไม่ได้ผลิตแค่แรงงานป้อนเข้าสู่ตลาด แต่เราจะผลิต “ผู้สร้าง” ที่สามารถปั้นสตาร์ทอัป DeFi สัญชาติไทยให้ไปแข่งขันบนเวทีโลกได้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างแค่ Uniswap โปรเจกต์เดียวแพลตฟอร์มยังมีมูลค่าตลาดที่สูงถึง $2.2 พันล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว
ความท้าทายของการศึกษา
จากที่กล่าวไปข้างต้น แม้การศึกษาเรื่อง DeFi และคริปโตจะมีประโยชน์มากมายแต่ใช่ว่ามันจะไม่มาพร้อมกับความเสี่ยง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดที่อาจทำให้ไทยไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้โดยง่าย
ประการแรกคือ บุคลากรผู้สอนไม่เพียงพอ เพราะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่อาจมีความเชี่ยวชาญด้านทฤษฎีการเงินดั้งเดิมมากกว่า และอาจขาดประสบการณ์ตรงในการทำธุรกรรมบน On-chain หรือโลกคริปโต ทำให้สัดส่วนของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้จะน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้เรียน และต้องอาศัยอาจารย์พิเศษเข้ามาสอนเป็นหลัก ทำให้อาจเกิดความยากลำบากในการสอน
ถัดมาจะเป็นเรื่องของเส้นแบ่งระหว่าง “การศึกษา” และ “การชักชวนลงทุน” เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วเนื้อหาที่เรียนบางส่วนก็ต้องมาบรรจบกับสิ่งที่สอนกันใน “คอร์สเทรด” อยู่ดี ทำให้การขีดเส้นการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากลำบากหากต้องการที่จะเรียนเพียงแค่กลไกทางวิศวกรรมการเงินเพียงอย่างเดียว อีกทั้งผู้สอนยังอาจได้รับความผิดทางกฎหมายอีกด้วย
ประการสุดท้ายคือ เรื่องของความล้าสมัยของหลักสูตร เพราะในการจะเปิดหลักสูตรอะไรบางอย่างจำเป็นต้องใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะได้รับการอนุมัติ ในขณะที่เทคโนโลยีบนโลกคริปโตนั้นหมุนเร็วมากแทบจะรายวัน ทำให้โครงสร้างวิชาจำเป็นที่จะต้องยืดหยุ่นมากและอัปเดตได้ตลอด ซึ่งยังไม่เหมาะสมสำหรับการนำมาเรียนเป็นวิชาภาคบังคับแต่เหมาะกับการเรียนเป็นวิชาเสริมระยะสั้นมากกว่า
ตัวอย่างหลักสูตรในไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยได้เริ่มปรับตัวและนำหลักสูตรด้านคริปโตเคอร์เรนซีและเทคโนโลยี DeFi เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างจริงจังแล้วแสดงให้เห็นว่าไทยก็ไม่ได้ตามหลังประเทศอื่นใดในโลก ยกตัวอย่างเช่น :
- หลักสูตร Decentralized Finance and Blockchain โดย Degree Plus x จุฬาฯ
- หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การลงทุนใน Cryptocurrency และ DeFi คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- หลักสูตรวิศวกรรมการเงินและบล็อกเชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ.
- คอร์สอบรมฟรีต่างๆ จากทางมหาลัยฯ ชั้นนำ
บทสรุป
โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบถึงขนาดเปิดเป็น “ปริญญาสาขา DeFi หรือ คริปโต” แบบเต็มตัวในทันที เพราะอาจมีความเสี่ยงเกินไป แต่ก็ควรเริ่มต้นไปทีละขั้น เช่นทำเป็นวิชาเลือก หรือจัดอบรมร่วมกับภาคเอกชนเหมือนที่เคยทำกันมาแล้ว
ทั้งนี้ การที่สถาบันการศึกษาจะเพิกเฉยต่อความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ช่วยทำให้วัยรุ่นไทยเลิกเล่นคริปโตแต่อย่างใด ยิ่งทำให้พวกเขาไปลองผิดลองถูกแบบอันตรายด้วยตนเอง ดังนั้นการดึงความรู้เหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาที่ได้มาตรฐาน คือวิธีรับมือที่ชาญฉลาดและยั่งยืนในระยะยาว เพราะไม่ว่าอย่างไรโลกของเราก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคการเงินดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
