สรุปข่าว
- ต้นทุนขุด Bitcoin เฉลี่ยของเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นพุ่งแตะ $79,995 ต่อ BTC ในไตรมาส 4 ปี 2025 ขณะที่ราคา BTC ซื้อขายอยู่ที่ราว $66,005 ทำให้ขุดแล้วขาดทุนหนัก
- เหมืองรายใหญ่อย่าง Riot Platforms, Core Scientific, Marathon Digital (MARA), Bitdeer, IREN และ Bitfarms ต่างขายหรือลดสต็อก BTC เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ HPC รวมสัญญาทั้งอุตสาหกรรมกว่า $7 หมื่นล้าน
- แรงขาย BTC จากเหมืองที่ถูกบีบให้โยกทุนเป็นปัจจัยกดดันราคา Bitcoin ในระยะกลาง และสัดส่วนรายได้จาก AI ของเหมืองเหล่านี้คาดจะแตะ 70% ภายในสิ้นปี 2026
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่เหมืองขุด Bitcoin หันมาขายสำรอง BTC พร้อมกันในวงกว้างเพื่อหาทุนลงทุน AI สร้างแรงขายที่มีนัยสำคัญในตลาด นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าเหมืองรายใหญ่มองว่าการถือ BTC ไม่คุ้มค่าในระดับราคาปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญาณโครงสร้างเชิงลบต่อราคาในระยะสั้น-กลาง
ตามรายงานจาก CoinDesk อุตสาหกรรมเหมืองขุด Bitcoin กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่อต้นทุนการผลิต Bitcoin เฉลี่ยของเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นพุ่งแตะ $79,995 ต่อเหรียญในไตรมาส 4 ปี 2025 ในขณะที่ราคา Bitcoin ณ วันที่ 28 มี.ค. 2569 อยู่ที่ราว $66,005 หรือต่ำกว่าต้นทุนเกือบ $14,000 เหมืองทั่วอุตสาหกรรมจึงพากันหันหัวเรือไปสู่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) โดยรวมแล้วบริษัทเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นได้รับสัญญา AI/HPC สะสมรวมกันกว่า $7 หมื่นล้าน และกำลังเทขายสำรอง Bitcoin เพื่อนำเงินมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
เหมืองรายใหญ่เร่งเทขาย BTC และรีแบรนด์เป็นบริษัท AI
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วอุตสาหกรรม Marathon Digital (MARA) ขาย Bitcoin จากบัญชีงบดุล 15,133 BTC มูลค่าประมาณ $1.1 พันล้านระหว่างวันที่ 4-25 มีนาคม 2569 เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนหนี้ ด้าน Core Scientific ระดมทุน $1 พันล้านจาก Morgan Stanley และ JPMorgan Chase เพื่อพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ AI และได้ขาย Bitcoin ไปแล้วกว่า 1,900 BTC ในเดือนมกราคม 2569 คิดเป็นมูลค่าราว $175 ล้าน โดยตั้งเป้าใช้เงิน $170 ล้านลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ก่อนสิ้นไตรมาสแรก
Bitdeer ยิ่งหนักกว่า เพราะขาย Bitcoin สำรองทั้งหมดที่มีอยู่ราว 943 BTC มูลค่าประมาณ $12 ล้าน จนเหลือศูนย์เพื่อโยกเงินทุนไป AI ทั้งหมด ขณะที่ IREN ก็ลดยอด Bitcoin ลงเหลือศูนย์เช่นกัน โดยพึ่งพาตราสารหนี้แปลงสภาพมูลค่า $3.7 พันล้านในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วน Bitfarms ถึงกับประกาศว่า “ไม่ใช่บริษัท Bitcoin อีกต่อไปแล้ว” และกำลังรีแบรนด์เป็น Keel Infrastructure ในขณะที่สำรอง Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุด 3,301 BTC เหลือเพียง 1,827 BTC
วิกฤตกำไรเหมืองขุดหนักที่สุดในรอบ 2 ปี
รากเหง้าของปัญหาคือสมการต้นทุนที่พังทลาย Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ประมาณ $124,500 ในต้นเดือนตุลาคม 2025 มาแตะราว $86,000 ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ขณะที่ต้นทุนการขุดกลับพุ่งสูงขึ้น ราคา hash (รายได้ต่อหน่วยกำลังคำนวณ) ดิ่งลงมาอยู่ที่ราว $29 ต่อ petahash ต่อวันในไตรมาสแรกปี 2569 ต่ำลงมาจาก $36-38 ในไตรมาส 4 ปี 2025 โดยเครือข่าย Bitcoin เผชิญการปรับ Difficulty ลดติดต่อกัน 3 ครั้งในปลายปี 2025 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้นับตั้งแต่กรกฎาคม 2022 สะท้อนการยอมแพ้ของเหมืองขนาดเล็ก
การหันมาทำ AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่กลายเป็นความจำเป็นในการอยู่รอด บริษัทอย่าง Hut 8 ลงนามสัญญาเช่าดาต้าเซ็นเตอร์ AI ระยะ 15 ปี มูลค่าฐาน $7 พันล้าน, TeraWulf เซ็นสัญญา 10 ปีกับ Fluidstack มูลค่า $3.7 พันล้าน ส่วน Riot Platforms ทุ่มประเมิน 600 เมกะวัตต์ของโรงงานที่ Corsicana รัฐเท็กซัส เพื่อใช้กับ AI และ HPC หลังรายงานรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $647.4 ล้านในปี 2025 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสัดส่วนรายได้จาก AI ของเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจะแตะ 70% ภายในสิ้นปี 2026 เพิ่มขึ้นจากราว 30% ในปัจจุบัน
ผลกระทบต่อตลาด Bitcoin และสิ่งที่ต้องจับตา
แรงขายสะสมจากเหมืองขุดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นรวมกันแล้วกว่า 15,000 BTC จากระดับสูงสุดเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง บวกกับในสภาวะที่ราคา Bitcoin ปัจจุบันที่ $66,005 ลดลง 4.35% ในช่วง 24 ชั่วโมง ก็ยิ่งทำให้เหมืองที่ยังขุดอยู่เผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอีก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ร่วงหลุด 68,000$ ดัชนีความกลัวดิ่งแตะระดับ 13 ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้ง สะท้อนถึงบรรยากาศตลาดที่ตึงเครียด
ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาคือว่าเหมืองเหล่านี้จะเร่งขาย BTC มากแค่ไหนเพื่อรับมือกับต้นทุนที่ยังสูงกว่าราคาตลาด รวมถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI จะเกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้เวลาก่อสร้างและยังต้องแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft และ Google ในตลาดเดียวกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่ากังวลกว่าที่หลายคนคิด เพราะเหมืองขุดเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องขาย BTC เป็นประจำอยู่แล้วเพื่อจ่ายค่าไฟและค่าดำเนินการ แต่พอมันขาดทุนจากการขุดด้วย กลายเป็นต้องขาย BTC สำรองที่เก็บสะสมไว้เพิ่มขึ้นอีก แรงขายระลอกนี้ไม่ใช่ panic sell แต่เป็นการขายเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ถ้าราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นกลับไปเหนือต้นทุนการขุด สมการก็จะเปลี่ยนทันที ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญที่ต้องติดตาม นอกจากนี้การที่เหมืองหันมาทำ AI อย่างจริงจังก็อาจทำให้ธุรกิจเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว แต่ระหว่างทางของการเปลี่ยนผ่าน แรงขาย BTC คงยังอยู่กับเราไปอีกสักพักครับ
ภาพจาก AI
