bitkub-banner

Wall Street ยังมองเป้าทองคำที่ $5,000-$6,000 เหมือนเดิม แม้ปรับฐาน 23% ในไม่กี่วัน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทองคำเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง หลังดีดตัวจากจุดต่ำสุด $4,250 ขึ้นมาที่ ~$4,493 หลังร่วงต่อเนื่อง 9 วัน (-23% จาก ATH $5,595) โดยปัจจัยหลักมาจาก Trump ที่ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน 10 วัน, การเสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อผ่านปากีสถาน, และดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนค่า
  • JP Morgan คาดว่าราคาทองจะอยู่ที่ $5,055  ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 และจะไปถึง $5,400 ในปี 2027 ที่, ขณะที่ Goldman Sachs มองว่าจะไปถึง $5,200 ภายใน 1 ปี ส่วน Wells Fargo มองว่าจะไปถึง $6,000 และสื่อ CNBC รายงานว่า Ed Yardeni มองว่าจะไปถึง $10,000 ภายในปี 2030
  • ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองต่อเนื่องที่ระดับประมาณ 585 ตัน/ไตรมาส (จีน อินเดีย ตุรกี) โดยทองคำแท่งยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง แต่กองทุนทองคำ ETF เริ่มมีความต้องการน้อยลง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

การฟื้นตัวของทองไม่ได้หมายความว่าเงินจะไหลออกจาก Bitcoin เพราะทั้งสองเป็น “Hard asset” ที่ได้อานิสงส์จากปัจจัยเดียวกัน เช่น สงคราม, เงินเฟ้อ, และหนี้ที่เพิ่มขึ้นสูง หากราคาทองคำฟื้น Bitcoin ก็มักจะฟื้นตัว

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทุกคนพูดว่า “ทองคำตายแล้ว” แต่ตอนนี้มันกลับมาแล้ว ทองฟื้นตัวจาก $4,250 ขึ้นสู่ $4,493 (+5.7%) หลังร่วงแรง 23% ภายในเดือนเดียว คำถามสำคัญคือนี่คือ การดีดตัวชั่วคราวหรือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว?

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำฟื้นตัว

  1. Trump ลดความตึงเครียด: การประกาศหยุดโจมตีอิหร่าน 10 วัน (ถึง 6 เม.ย.) พร้อมเสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อ ทำให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลงบางส่วน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและทองได้แรงหนุน
  2. น้ำมันเริ่มปรับฐาน: ราคาน้ำมันลดจาก $112 เหลือประมาณ $100 หลังแรงกดดันจากหลายประเทศและการปล่อยสำรอง สิ่งนี้ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อลดลง ทำให้ตลาดเริ่มคาดว่า FED อาจผ่อนคลายนโยบายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นดีต่อทองคำ
  3. ฟื้นตัวตามกราฟ: สื่อ FXStreet ระบุว่า ค่า RSI ได้ลงไปใกล้ 32 ซึ่งเป็นโซน Oversold ทำให้เกิดแรงซื้อและดันราคาฟื้นตัวในระยะสั้น

Wall Street ยังมองขึ้นแม้ราคาจะร่วงแรง

JP Morgan และ Goldman Sachs รวมถึงรายงานจาก CNBC ระบุว่า เป้าระยะกลาง-ยาวยังอยู่ในช่วง $5,000-$6,000 และอาจแตะ $10,000 ภายในปี 2030

ประเด็นสำคัญคือ “ไม่มีใครลดเป้า” แม้ราคาจะร่วงแรง ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมองว่าการร่วงในครั้งนี้เป็นการปรับฐานของตลาดขาขึ้น และหากดัชนี DXY ร่วงไปสู่ 103-105 ราคาทองคำก็มีโอกาสกลับไป $5,000 ได้

ทองกับ Bitcoin ไม่ได้แย่งกัน แต่ไปด้วยกัน

สื่อ Cryptonews ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ทองคำร่วงประมาณ 10% แต่ BTC ร่วงเพียง 4.5% แสดงให้เห็นว่า BTC ทำผลงานได้ดีกว่าทองคำราว 2 เท่า ในช่วงเดียวกัน

ทั้ง 2 สินทรัพย์มีบทบาทคล้ายกันในภาพใหญ่ โดยเป็น Store of value ในโลกที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งสงคราม เงินเฟ้อ และหนี้สะสม โดยทองคำมีข้อจำกัดด้านอุปทานทางกายภาพ ส่วน BTC มีอุปทานจำกัดที่ 21 ล้าน BTC

ตัวอย่างเช่น Erik Voorhees ที่เข้าซื้อทั้งทองคำผ่าน PAXG ประมาณ 6.8 ล้านดอลลาร์และ ETH มากกว่า 24 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า Smart money ไม่ได้เลือกข้าง แต่ถือทั้งคู่


ผู้เขียนมองว่า การดีดตัวหลังร่วง 23% เป็นเรื่องปกติของตลาด โดยเฉพาะช่วงที่โดนขายหนัก แต่ต้องเข้าใจว่า “เด้ง” ไม่ได้แปลว่า “ฟื้น” โดยสิ่งที่ต้องดูต่อคือ ทองจะยืนเหนือ $4,400 ได้ไหม ดอลลาร์จะอ่อนต่อหรือเปล่า และสถานการณ์โลกจะคลี่คลายจริงหรือไม่

สำหรับนักลงทุนไทย ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างทองคำหรือ Bitcoin เพราะทั้งคู่เป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนของโลก พอร์ตที่สมดุลในปี 2026 คือการถือทั้ง 2 ฝั่ง เพราะไม่ว่า Fed จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย หรือสงครามจะจบหรือยืดเยื้อ โลกที่มีหนี้สหรัฐฯ ระดับ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ยังหนุนให้สินทรัพย์ชนิดนี้มีบทบาทต่อไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: