สรุปข่าว
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เสนอร่าง Digital Asset PARITY Act ที่ยกเว้นภาษีกำไร-ขาดทุนจากการใช้ Stablecoin ที่ตรึงราคากับดอลลาร์ แต่ไม่รวม Bitcoin และคริปโตอื่น
- การยกเว้นใช้ได้เฉพาะธุรกรรมที่ไม่เกิน $200 โดย Stablecoin นั้นต้องออกภายใต้กฎหมาย GENIUS Act และรักษาราคาอยู่ภายใน 1% ของ $1.00 ตลอด 95% ของวันเทรดในปีที่ผ่านมา
- ร่างนี้ยังเป็นเพียงเอกสารอภิปราย ยังต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติเต็มรูปแบบก่อนจะมีผลบังคับใช้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่ร่างกฎหมายนี้ยกเว้นภาษีให้ Stablecoin แต่ไม่รวม Bitcoin อาจทำให้นักลงทุนและผู้ใช้งานหันมาใช้ Stablecoin ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ในขณะที่ Bitcoin ยังถูกมองเป็น “ทรัพย์สิน” ที่ต้องคำนวณภาษีทุกครั้งที่ใช้งาน ซึ่งอาจลดแรงจูงใจในการถือ Bitcoin เพื่อการใช้จ่าย และอาจสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับ Stablecoin ในระยะยาว
ตามรายงานจาก Cointelegraph สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สองคนจากคณะกรรมการ Ways and Means ได้แก่ Max Miller (รีพับลิกัน รัฐโอไฮโอ) และ Steven Horsford (เดโมแครต รัฐเนวาดา) เผยแพร่ร่างกฎหมายที่เรียกว่า Digital Asset PARITY Act ในเดือนธันวาคม 2568 โดยเสนอให้ยกเว้นการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสำหรับธุรกรรม Stablecoin ที่ตรึงราคากับดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ระบุชัดเจนว่าการยกเว้นดังกล่าวจะ “ไม่ครอบคลุม” สกุลเงินคริปโตอื่น รวมถึง Bitcoin ด้วย ขณะที่ราคา Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $65,648 ปรับลดลงกว่า 4.58% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เงื่อนไขของการยกเว้นภาษี Stablecoin
ร่างกฎหมาย Digital Asset PARITY Act กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับ Stablecoin ที่จะได้รับการยกเว้นภาษี โดยธุรกรรมแต่ละครั้งต้องมีมูลค่าไม่เกิน $200 และ Stablecoin นั้นต้องออกโดยผู้ออกที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นอกจากนี้ Stablecoin ต้องตรึงราคากับดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงสกุลเดียว และต้องรักษาราคาให้อยู่ภายใน 1% ของ $1.00 ตลอดอย่างน้อย 95% ของวันเทรดในปีที่ผ่านมา
เหตุผลที่ผลักดันร่างนี้คือปัญหาความยุ่งยากในการปฏิบัติตามกฎภาษีของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน กรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) จัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลทุกชนิด รวมถึง Stablecoin เป็น “ทรัพย์สิน” ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่มีการใช้ Stablecoin ซื้อสินค้าหรือบริการ ผู้ใช้งานต้องคำนวณและรายงานกำไรหรือขาดทุนต่อหน่วยงานภาษี ทั้งที่ในทางปฏิบัติ Stablecoin แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเลย ทำให้ภาระทางกฎหมายนี้ถูกมองว่าไม่สมเหตุสมผล
Bitcoin ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สะท้อนมุมมองต่างกันของผู้立法
แม้ชุมชนคริปโตหลายฝ่ายจะเรียกร้องให้ยกเว้นภาษีสำหรับธุรกรรมขนาดเล็กของ Bitcoin และคริปโตอื่นด้วย แต่ร่างกฎหมายนี้เลือกที่จะจำกัดการยกเว้นไว้เฉพาะ Stablecoin ที่ตรึงราคากับดอลลาร์เท่านั้น การแยกแยะนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้立法มองว่า Stablecoin มีฟังก์ชันคล้ายกับ “เงินสด” ที่ใช้ชำระเงิน ในขณะที่ Bitcoin ยังคงถูกมองเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่มีความผันผวน
ร่างกฎหมายนี้ยังมีข้อเสนออื่นที่น่าสนใจ เช่น การเลื่อนการเสียภาษีจากรางวัล Staking และ Mining ออกไป 5 ปี ซึ่งเป็นทางสายกลางระหว่างกฎปัจจุบันของ IRS ที่บังคับให้เสียภาษีทันทีที่ได้รับรางวัล กับข้อเสนอให้เลื่อนออกไปจนถึงเวลาขายทั้งหมด หากร่างนี้ผ่านในรูปแบบที่เสนอ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2569 เป็นต้นไป แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงเอกสารอภิปราย ยังต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอีกนานก่อนจะกลายเป็นกฎหมาย
ผลกระทบต่อระบบนิเวศคริปโตในภาพรวม
หากร่างกฎหมายนี้ผ่านในรูปแบบปัจจุบัน ผลกระทบหลักจะตกไปที่ผู้ออก Stablecoin ที่ตรึงราคากับดอลลาร์ เช่น USDC ของ Circle ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้ใช้งานรายย่อยสามารถใช้ Stablecoin ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีมากนัก ในขณะเดียวกัน Bitcoin และคริปโตอื่นยังคงอยู่ภายใต้กฎภาษีทรัพย์สินเดิมทุกประการ ซึ่งอาจเพิ่มข้อได้เปรียบในการแข่งขันให้กับ Stablecoin ในฐานะสื่อกลางการชำระเงิน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ GENIUS Act และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ Visa-Mastercard และธนาคารไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบาย Stablecoin ของสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าอย่างมีทิศทางชัดเจน ขณะที่ Bitcoin ยังคงอยู่ในสถานะที่แตกต่างออกไปในมุมมองของผู้立法
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าร่างกฎหมายนี้น่าสนใจตรงที่มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้立法มองโลกคริปโตแบบแยกชิ้น ไม่ใช่เป็นก้อนเดียวกัน Stablecoin ถูกมองว่าเป็น “เงิน” ที่ควรได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนกับการใช้เงินสดซื้อของ ส่วน Bitcoin ยังถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์” เหมือนหุ้นที่ต้องเสียภาษีกำไรทุกครั้งที่ขาย สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือว่าร่างนี้จะผ่านกระบวนการนิติบัญญัติได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาร่างกฎหมายคริปโตหลายฉบับมักจะตายในสภาโดยไม่ได้เป็นกฎหมายจริง และอีกอย่างที่น่าสังเกตคือถ้ากฎหมายนี้ผ่านจริง อาจทำให้ผู้ใช้งานหันมาพึ่ง Stablecoin มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อความต้องการถือ Bitcoin เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่ไม่น้อย
ภาพจาก AI
