bitkub-banner

ตลาด RWA โทเค็นทะลุแสนล้าน แต่นักเทรดไทยเกือบทั้งหมดเข้าไม่ถึง ใครได้ประโยชน์จริง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • หลักทรัพย์กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โทเคนมีมูลค่าเกิน 1.08 แสนล้านดอลลาร์ ณ 28 มี.ค. 2569 กองทุน BUIDL ของ BlackRock มีสินทรัพย์เกิน 1.7 พันล้านดอลลาร์
  • โครงสร้างพื้นฐาน RWA ทั้งหมดถูกออกแบบสำหรับสถาบัน มีเกณฑ์ KYC ข้อกำหนดนักลงทุนรายใหญ่ และ compliance rails ที่กีดกันรายย่อยออก
  • นักเทรดไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีช่องทางเข้าถึง RWA โทเคน เนื่องจาก ก.ล.ต. ไทยยังไม่มีกรอบกฎระเบียบที่ชัดเจน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

แม้ตลาด RWA จะเติบโตอย่างรวดเร็วและแสดงให้เห็นศักยภาพมหาศาล แต่ผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยไทยยังเป็นกลาง เพราะโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับสถาบัน และยังไม่มีช่องทางที่ชัดเจนสำหรับรายย่อยในไทย การเติบโตของ RWA อาจเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามขึ้นอยู่กับว่ากฎระเบียบจะเปิดให้เข้าถึงได้มากแค่ไหน

ขณะที่นักเทรดคริปโตชาวไทยกำลังหมกมุ่นอยู่กับ Memecoin และการเปิด Leverage ล่าเหรียญร้อยเท่า มีตลาดขนาดมหาศาลกำลังก่อร่างขึ้นอย่างเงียบเชียบบนบล็อกเชน นั่นคือตลาดสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน หรือ Tokenized Real-World Assets (RWA) เฉพาะหลักทรัพย์กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนอย่างเดียว ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569 ก็มีมูลค่าตลาดเกิน 1.08 แสนล้านดอลลาร์แล้ว เพิ่มขึ้นกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี รวมกับอสังหาริมทรัพย์โทเคนที่มีมูลค่าเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 ตลาด RWA กำลังพุ่งทะยานเกินแสนล้านบาทไปไกล

แต่คำถามสำคัญคือ ใครเป็นคนได้ประโยชน์จากตลาดนี้จริง และทำไมนักลงทุนรายย่อยชาวไทยถึงแทบไม่มีส่วนร่วมเลย

ตลาด RWA โทเคนกำลังบูมแบบที่คนไทยไม่รู้ตัว

ตลาด RWA โทเคนกำลังบูมแบบที่คนไทยไม่รู้ตัว
ภาพจาก AI

ย้อนไปแค่สองปี Tokenized RWA ยังเป็นเพียงแนวคิดในกระดาษ แต่วันนี้มันกลายเป็นหนึ่งในกระแสการเงินที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกคริปโต BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดตัวกองทุน BUIDL ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงินแบบโทเคนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 โดยร่วมมือกับ Securitize และ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 กองทุนนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเกิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ โดยเพิ่งขยายไปบน Solana เมื่อวันเดียวกัน

ภาพแสดงห้องเทรดสถาบันที่มีจอแสดงกราฟกองทุน BUIDL tokenized fund ของ BlackRock
ภาพจาก: Michael Martino (X)

ไม่ใช่แค่ BlackRock เท่านั้น Ondo Finance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มพันธบัตรรัฐบาลโทเคนรายใหญ่ มี Total Value Locked มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และถือส่วนแบ่งตลาดหุ้นโทเคนประมาณ 58% ส่วน Circle เจ้าของ USDC ก็เพิ่งเปิดตัว “Arc Blockchain” ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer 1 ที่ออกแบบมาเพื่อการแปลง RWA ของสถาบันให้เป็นโทเคนโดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ขณะที่ xStocks ร่วมมือกับ Fundrise แปลงกองทุนที่ลงทุนใน SpaceX, OpenAI, Anthropic และ Databricks ให้เป็นโทเคนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569

เจ้ามือ Intelligence รายงานใน X ว่า “แพลตฟอร์ม xStocks เปิดตัวกองทุนเทคโนโลยีเอกชนบนบล็อกเชน ถือหุ้นใน Anthropic, Databricks และ SpaceX ตอนนี้เข้าถึงได้ผ่านบล็อกเชนแล้ว” ฟังดูเหมือนการเปิดประตูสู่โลกการลงทุนใหม่ แต่ประตูนี้ถูกเปิดให้ใคร

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อสถาบัน ไม่ใช่รายย่อย

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อสถาบัน ไม่ใช่รายย่อย
ภาพจาก AI

ถ้าลองดูโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังถูกสร้างขึ้นรอบ RWA จะเห็นได้ชัดว่าทุกอย่างถูกออกแบบมาสำหรับนักลงทุนสถาบัน กองทุน BUIDL ของ BlackRock ระบุชัดเจนว่ามีเป้าหมายสำหรับ “นักลงทุนสถาบันและองค์กร” ไม่ใช่รายย่อย ผลิตภัณฑ์ USDY ของ Ondo Finance ก็เปิดให้เฉพาะ “นักลงทุนรายบุคคลและสถาบันที่ไม่ใช่ชาวสหรัฐฯ” ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านการยืนยันตัวตนและเกณฑ์นักลงทุนรายใหญ่

Pharos Network ซึ่งเป็นบล็อกเชน Layer-1 สำหรับ RWA ได้จัดตั้ง “RealFi Alliance” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยรวมผู้ออกสินทรัพย์สถาบัน ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และพันธมิตรอย่าง Dune, Anchorage Digital และ Alchemy เข้าด้วยกัน ชื่อเหล่านี้คือผู้เล่นระดับสถาบันทั้งหมด ไม่มีชื่อแพลตฟอร์มหรือชุมชนสำหรับรายย่อยเลย

Arc Blockchain ของ Circle ก็เช่นกัน มุ่งเน้น “การแปลง RWA ของสถาบันให้เป็นโทเคน” เช่น พันธบัตรดิจิทัลและตราสารหนี้ระยะสั้น ทุกอย่างมีระบบยืนยันตัวตน (KYC) ข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance rails) และ order book สำหรับสถาบัน คำถามคือ ทั้งหมดนี้มันต่างจากระบบการเงินแบบเดิมอย่างไร ถ้าสุดท้ายคนธรรมดาก็ยังเข้าไม่ถึง

“ประชาธิปไตยทางการเงิน” หรือแค่ระบบชนชั้นรูปแบบใหม่บนบล็อกเชน

ภาพจาก AI

RWA ถูกขายให้ชุมชนคริปโตด้วยวาทกรรม “การเปิดให้ทุกคนเข้าถึงการเงิน” (democratizing finance) แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นการสร้างระบบชนชั้นของการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) ขึ้นมาใหม่บนบล็อกเชน เพียงแต่เปลี่ยนตัวกลางจากธนาคารเป็น smart contract ที่มีกุญแจล็อกรหัส KYC

กราฟิกแสดงข้อมูลการเติบโตของตลาด RWA พร้อมตัวเลขสินทรัพย์โทเคนในตลาด
ภาพจาก: The Race (X)

ลองนึกภาพตามนี้ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยีเอกชนอย่าง SpaceX หรือ OpenAI กำลังถูกนำมาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน แต่ทุกชั้นของการเข้าถึงถูกล็อกด้วยข้อกำหนดที่นักลงทุนรายย่อยธรรมดาแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านเกณฑ์ ต้องเป็น “accredited investor” หรือ “นักลงทุนรายใหญ่” ต้องมีทุนขั้นต่ำสูง และต้องผ่านการยืนยันตัวตนหลายชั้น

Peet Peti โพสต์ใน X ว่า “RWA อาจเป็นกระแสที่ใหญ่ที่สุดของคริปโตรอบนี้ และคนส่วนใหญ่ยังนอนหลับอยู่” คำว่า “นอนหลับ” นี้ตรงประเด็นมาก แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่สนใจ มันเป็นเรื่องของการถูกตัดออกจากระบบตั้งแต่ต้น

นักเทรดไทยกำลังพลาดอะไร และเพราะอะไร

นักเทรดไทยกำลังพลาดอะไร และเพราะอะไร
ภาพจาก AI

ในขณะที่สถาบันการเงินระดับโลกกำลังทุ่มทรัพยากรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน RWA บนบล็อกเชน นักเทรดคริปโตชาวไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้เวลาไปกับการเทรด Memecoin, เปิด Leverage สูง หรือไล่ตามเหรียญที่ถูกปั๊มในกลุ่ม Telegram ช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันกำลังสร้างกับสิ่งที่รายย่อยไทยกำลังทำนั้นถ่างออกทุกวัน

สาเหตุหลักมีหลายประการ ประการแรก กฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยยังไม่มีกรอบที่ชัดเจนสำหรับ RWA โทเคน ทำให้เว็บกระดานเทรดในไทยไม่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ ประการที่สอง ผลิตภัณฑ์ RWA ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับนักลงทุนที่มีทุนขั้นต่ำสูง ซึ่งอยู่นอกเหนือขีดความสามารถของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป ประการที่สาม การขาดข้อมูลและความเข้าใจในภาษาไทย ทำให้ RWA ยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนส่วนใหญ่

Sedim3nt ชี้ให้เห็นว่า “ผลตอบแทนที่แท้จริงในคริปโตตอนนี้ไม่ใช่คริปโต มันคือสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน รูปแบบเดียวกับ ICO ปี 2017 และ DeFi Summer ปี 2020 การหมุนเวียนเงินทุนเริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ เสมอ” ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สิ่งที่เคยเกิดขึ้นคือ เมื่อรายย่อยเริ่มสังเกตเห็นกระแส ผลตอบแทนที่ดีที่สุดก็ถูกสถาบันคว้าไปหมดแล้ว

โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อ “ดูด” ผลตอบแทนจากสินทรัพย์จริง

สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือ โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังถูกสร้างขึ้นไม่ได้แค่กีดกันรายย่อยออก แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อดึงผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในโลกจริงมาให้สถาบันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โทเคนมูลค่ากว่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยพันธบัตร สถาบันที่เข้าถึงได้ก่อนก็ได้ล็อกผลตอบแทนเหล่านี้ไว้แล้ว

PROM ร่วมมือกับ Renta Network เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน RWA โทเคนสำหรับ AI agents ลองคิดดูว่า แม้แต่ AI agents ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาให้เข้าถึง RWA ได้ แต่นักลงทุนรายย่อยชาวไทยกลับไม่มี

ภาพกราฟิกแสดงโครงสร้างพื้นฐาน RWA สำหรับ AI agents จากความร่วมมือ PROM และ Renta Network
ภาพจาก: NBTC (X)

VBA ชี้ให้เห็นอีกมุมที่น่าสนใจว่า “สงคราม = การไหลของเงินทุนมหาศาลเข้าสู่ RWA โทเคน ไม่ว่าจะเป็นโทเคนที่หนุนด้วยทองคำ โภคภัณฑ์พลังงาน หรือ Stablecoin ที่มีหลักทรัพย์ค้ำ นี่คือสะพานเงียบ ๆ ระหว่างภูมิรัฐศาสตร์โลกเก่ากับคริปโตโลกใหม่” ในขณะที่โลกกำลังหมุนเวียนเงินทุนเข้า RWA ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ นักเทรดไทยกลับวนเวียนอยู่กับเหรียญตลกที่ไม่มีมูลค่าพื้นฐาน

การโอนความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่มีใครทันสังเกต

การโอนความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่มีใครทันสังเกต
ภาพจาก AI

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “พลาดโอกาส” ธรรมดา มันเป็นการโอนความมั่งคั่งเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ สถาบันการเงินระดับโลกกำลังนำสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นเทคโนโลยีเอกชน อสังหาริมทรัพย์ และโภคภัณฑ์ มาวางบนบล็อกเชน แต่เปิดให้เฉพาะกลุ่มที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น

กองทุน BUIDL ของ BlackRock เริ่มต้นที่ 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2568 แล้วเติบโตเป็น 2.49 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในเดือนตุลาคม 2568 นี่คือผลตอบแทนที่คนธรรมดาไม่มีส่วนร่วม ในขณะเดียวกัน BNB Chain ก็เปิดโปรแกรมจูงใจสำหรับโครงการ RWA ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 โดยให้คำแนะนำด้านเทคนิค การปฏิบัติตามกฎระเบียบ สภาพคล่อง และเงินทุน แต่ทั้งหมดนี้มุ่งเป้าไปที่โปรเจกต์ระดับสถาบัน

เรื่องน่ากังวลสำหรับนักลงทุนไทยก็คือ ยิ่งเวลาผ่านไป ช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้น สถาบันที่เข้าถึงก่อนจะล็อกผลตอบแทนที่ดีที่สุดไว้ และเมื่อกฎระเบียบในไทยเปิดให้รายย่อยเข้าถึง RWA ได้ในที่สุด สินทรัพย์ที่เหลือให้เลือกอาจเป็นเศษที่สถาบันไม่ต้องการแล้ว รูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในตลาด IPO และกองทุนส่วนบุคคลมาตลอด

ภาพกราฟิกแสดงแพลตฟอร์ม xStocks ที่แปลงกองทุนเทคโนโลยีเอกชนเป็นโทเคน
ภาพจาก เจ้ามือ Intelligence (X)

ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้ต้องการบอกว่า RWA เป็นสิ่งเลวร้าย ในทางตรงกันข้าม การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคนบนบล็อกเชนเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพมหาศาล แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ วาทกรรม “เปิดให้ทุกคนเข้าถึง” ถูกใช้เป็นฉากหน้า ในขณะที่โครงสร้างจริงถูกสร้างมาเพื่อสถาบัน

ลองดูข้อเท็จจริง BlackRock BUIDL สำหรับสถาบัน Ondo USDY มีข้อจำกัดด้านเกณฑ์นักลงทุน Circle Arc Blockchain เน้นสถาบัน Pharos RealFi Alliance เต็มไปด้วยพันธมิตรระดับสถาบัน ทุกอย่างชี้ไปในทิศทางเดียว

สำหรับนักลงทุนไทย ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือเริ่มทำความเข้าใจ RWA อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อ FOMO เข้าไปซื้อเหรียญ RWA ที่ถูกปั๊มในตลาด แต่เพื่อเข้าใจว่าโครงสร้างการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. สร้างกรอบกฎระเบียบที่เปิดให้นักลงทุนรายย่อยไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย

เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลย การโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในยุคบล็อกเชนก็จะเกิดขึ้นโดยที่เราเป็นได้แค่ผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้มีส่วนร่วม

ภาพจาก AI