bitkub-banner

Google ตั้งเป้าย้ายระบบเข้ารหัสทนควอนตัมให้เสร็จภายในปี 2029

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Google ประกาศเร่งแผนย้ายระบบทั้งหมดไปใช้การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ให้เสร็จภายในปี 2029 หลังพัฒนาการด้านฮาร์ดแวร์ก้าวหน้าเร็วกว่าคาด
  • งานวิจัยของทีม Google Quantum AI ชี้ว่าการเจาะการเข้ารหัส RSA-2048 อาจต้องใช้ควิบิตเพียงประมาณ 1 ล้านตัว ลดลงถึง 20 เท่าจากประมาณการปี 2019 ที่ระบุว่าต้องใช้ถึง 20 ล้านควิบิต
  • Bitcoin ที่ใช้ Elliptic Curve Cryptography สำหรับลายเซ็นดิจิทัลอาจได้รับผลกระทบ โดยมี BTC กว่า 6 ล้านดอลลาร์ในกระเป๋าที่เปิดเผย Public Key อยู่แล้ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ข่าวนี้ส่งผลเชิงลบต่อความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของ Bitcoin และบล็อกเชนทั้งหมด เพราะการเข้ารหัสที่ใช้อยู่อาจถูกทำลายได้ในอนาคตอันใกล้กว่าที่คาด แม้ภัยคุกคามนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ก็อาจจุดชนวนให้เกิดแรงขายเชิงจิตวิทยาได้

เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 Google ประกาศเร่งกำหนดเส้นตายการย้ายระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดไปใช้การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม (Post-Quantum Cryptography หรือ PQC) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2029 เร็วกว่าแผนเดิม ตามรายงานจาก Ash Crypto ที่นำข้อมูลนี้มาแชร์ในชุมชนคริปโต การเร่งแผนครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ Google ระบุว่าพัฒนาการด้านฮาร์ดแวร์ควอนตัม การแก้ไขข้อผิดพลาด และการประมาณทรัพยากรที่ใช้เจาะรหัสเดินหน้าเร็วกว่าที่คาดไว้มาก ประกาศดังกล่าวมาจาก Heather Adkins รองประธานฝ่ายวิศวกรรมความปลอดภัยของ Google และ Sophie Schmieg นักวิศวกรด้านการเข้ารหัส

https://x.com/AshCrypto/status/2038890737480143040

ตัวเลขที่น่าตกใจจากงานวิจัย Google

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 ทีม Google Quantum AI นำโดย Craig Gidney นักวิทยาศาสตร์ด้านควอนตัม และ Sophie Schmieg ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ชี้ว่าการเจาะการเข้ารหัส RSA-2048 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอาจต้องใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเพียงประมาณ 1 ล้านควิบิตที่ยังมีสัญญาณรบกวน (noisy qubits) ทำงานต่อเนื่องหนึ่งสัปดาห์ ตัวเลขนี้ต่ำกว่าประมาณการของ Google ในปี 2562 ถึง 20 เท่า ซึ่งเคยระบุว่าต้องใช้ถึง 20 ล้านควิบิต และห่างไกลจากการประมาณการในปี 2555 ที่เคยพูดถึงตัวเลขหลักพันล้านควิบิต

อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า “ควิบิตที่มีสัญญาณรบกวน” (noisy qubits) กับ “ควิบิตแบบโลจิคัล” (logical qubits) ที่แก้ไขข้อผิดพลาดแล้วนั้นแตกต่างกันมาก ในทางปฏิบัติยังต้องใช้ทรัพยากรอีกมากเพื่อแปลง noisy qubits จำนวนมากให้กลายเป็น logical qubits ที่เสถียรพอจะรัน Shor’s algorithm ได้จริง ซึ่งหมายความว่าภัยคุกคามจริงในเชิงฮาร์ดแวร์ยังคงอยู่อีกหลายปีข้างหน้า

ผลกระทบต่อบล็อกเชนและ Bitcoin

การเข้ารหัสที่ถูกพูดถึงในงานวิจัย Google คือ RSA-2048 แต่บล็อกเชนส่วนใหญ่รวมถึง Bitcoin ใช้ Elliptic Curve Cryptography (ECC) สำหรับลายเซ็นดิจิทัล ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่อการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญประมาณว่ามี Bitcoin กว่า 6 ล้านดอลลาร์ที่เก็บอยู่ในกระเป๋าที่เปิดเผย Public Key สาธารณะแล้ว ซึ่งหากถึงยุค “Q-Day” จริงก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยง Google เตือนด้วยว่าเทคนิค “เก็บไว้ก่อนถอดรหัสทีหลัง” (store-now-decrypt-later) ที่ผู้ไม่หวังดีสะสมข้อมูลเข้ารหัสทิ้งไว้ก่อน แล้วรอจนมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่แข็งแกร่งพอมาถอดรหัสทีหลัง ถือเป็นภัยที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

หลายองค์กรได้วางแผนรับมือล่วงหน้าแล้ว โดย Google ตั้งเป้าไว้ปี 2572 รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เสร็จภายในปี 2578 NSA กำหนดไว้ปี 2574 ขณะที่มูลนิธิ Ethereum ก็ได้เผยแพร่แผนรองรับภัยควอนตัมที่มีเป้าหมายเช่นกันในปี 2572 Google เองก็เริ่มลงมือแล้วด้วยการเพิ่ม “quantum-hardened HTTPS” ใน Chrome และการรองรับลายเซ็นดิจิทัลแบบทนทานต่อควอนตัม (ML-DSA) ใน Android 17

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านควอนตัมของ Bitcoin โดยเฉพาะในบทความ Taproot อัปเกรดที่ Bitcoin เฉลิมฉลอง อาจเป็นจุดอ่อนให้ควอนตัมเจาะได้ง่ายขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นประโยชน์อาจเพิ่มพื้นผิวการโจมตีให้กับคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้สำคัญมากในแง่ของทิศทางระยะยาว แต่ไม่ควรตื่นตระหนกเกินไปในตอนนี้ เพราะการที่จะมีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทำงานได้จริงในระดับที่เจาะ Bitcoin ได้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี สิ่งที่น่าจับตาจริงๆ คือวงการบล็อกเชนจะเริ่มเร่งพัฒนาการเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัมเร็วแค่ไหน โปรเจกต์ไหนที่ลงมือทำแล้ว และ Bitcoin ซึ่งการเปลี่ยนแปลง protocol ต้องผ่านฉันทามติของชุมชนจะปรับตัวรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร นักลงทุนระยะยาวอาจต้องเริ่มติดตามประเด็นนี้ให้มากขึ้น เพราะถ้าวงการไม่เตรียมพร้อมและ Q-Day มาถึงก่อนที่จะมีการอัปเกรด นั่นถึงจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ

ภาพจาก AI