สรุปข่าว
- กองกำลัง IRGC ของอิหร่านเก็บค่าผ่านทางเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเริ่มต้นที่ $1 ต่อบาร์เรลน้ำมัน รับชำระเป็นหยวนจีน สกุลเงิน stablecoin หรือเงินสด
- เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 รัฐสภาอิหร่านอนุมัติร่างกฎหมายทำให้ระบบเก็บค่าผ่านทางเป็นทางการ พร้อมบทบัญญัติห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่าน รวมถึงประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรอิหร่าน
- การยอมรับ stablecoin เป็นวิธีชำระค่าผ่านทางอย่างเป็นทางการถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตา เนื่องจากอาจช่วยให้อิหร่านเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และยุโรปได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้ส่งผลต่อตลาดคริปโตในทางอ้อม โดยการที่อิหร่านยอมรับ stablecoin เป็นวิธีชำระเงินในระดับรัฐชี้ให้เห็นถึงการใช้งานคริปโตเพื่อเลี่ยงระบบการเงินดั้งเดิม อย่างไรก็ตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก อาจสร้างแรงกดดันให้สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโตในระยะสั้น
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก “>The Kobeissi Letter อ้างข้อมูลจาก Bloomberg กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เริ่มเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นระบบ โดยราคาเริ่มต้นสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันอยู่ที่ประมาณ $1 ต่อบาร์เรล ซึ่งหมายความว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) ที่มีความจุประมาณ 2 ล้านบาร์เรล จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมราว $2 ล้านต่อเที่ยว รับชำระเงินได้ทั้งหยวนจีน สกุลเงิน stablecoin เงินสด หรือการแลกเปลี่ยนสินค้า รัฐสภาอิหร่านยังได้อนุมัติร่างกฎหมายเพื่อรองรับระบบนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมบทบัญญัติห้ามเรือจากสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบ รวมถึงจำกัดการเดินเรือของประเทศที่ร่วมมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
จากการเก็บค่าผ่านทางแบบไม่เป็นทางการสู่กฎหมาย
แม้ข่าวนี้จะดูเหมือนเกิดขึ้นกะทันหัน แต่ในความเป็นจริง IRGC เริ่มบังคับใช้ระบบ “ด่านเก็บค่าผ่านทาง” อย่างไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 แล้ว โดยระหว่างวันที่ 1-15 มีนาคม มีรายงานว่าเรือราว 89-90 ลำแล่นผ่านช่องแคบด้วยการอนุมัติจาก IRGC บางรูปแบบ และภายในวันที่ 13 มีนาคม มีเรืออย่างน้อย 26 ลำที่ผ่านระบบ “ด่านผ่านที่ IRGC อนุมัติล่วงหน้า” ซึ่งต้องยื่นเอกสาร รับรหัสอนุมัติ และยอมรับให้เรือ IRGC คุ้มกันผ่านทางเดินที่ควบคุม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่านลงมติเห็นชอบแผนเก็บค่าผ่านทาง ก่อนที่จะมีการอนุมัติร่างกฎหมายฉบับเต็มในวันที่ 1 เมษายน ทำให้สิ่งที่เคยเป็นการบังคับแบบไม่เป็นทางการกลายเป็นนโยบายของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า อิหร่านจะเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับ “การผ่านที่ปลอดภัย” โดยมีรายงานว่ามีเรืออย่างน้อยสองลำที่ชำระค่าผ่านทางเป็นหยวนจีนแล้ว โดยมีบริษัทบริการเดินเรือของจีนเป็นตัวกลาง
Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือเลี่ยงคว่ำบาตรในระดับรัฐ
จุดที่น่าสนใจสำหรับวงการคริปโตคือการที่อิหร่านยอมรับ stablecoin อย่างเป็นทางการในฐานะวิธีชำระค่าผ่านทาง นับเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของการนำคริปโตมาใช้ในระดับรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงระบบการเงินดั้งเดิมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรชี้ว่าการชำระเงินใด ๆ ที่ไหลไปยังหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับ IRGC อาจละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และยุโรปที่มีอยู่ ไม่ว่าจะชำระด้วยสกุลเงินอะไรก็ตาม
ในด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่าหากระบบนี้ดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ อิหร่านอาจมีรายได้สูงถึงราว $6,400 ล้าน (6.4 พันล้านดอลลาร์) ต่อปี อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ถูกประณามจากสภาความร่วมมืออ่าว (GCC) ว่าเป็น “การรุกรานและละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)” ซึ่งกำหนดให้เรือสินค้าสามารถผ่านช่องแคบระหว่างประเทศได้โดยอิสระโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม อินเดียก็ออกมาปฏิเสธรายงานนี้เช่นกัน โดยกระทรวงเดินเรือระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่มีมูล” และยืนยันเสรีภาพในการเดินเรือ
ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันและคริปโต
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราวหนึ่งในห้าของโลก การที่อิหร่านตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางพร้อมกับห้ามเรือจากชาติพันธมิตรสหรัฐฯ ผ่านเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตอยู่ในโซนผันผวน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ อิหร่านประกาศปิดช่องแคบและขู่เผาเรือ ในต้นเดือนมีนาคม รวมถึงการรายงานว่า อิหร่านเปิดรับเรือทุกประเทศยกเว้นสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยสถานการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็นการขยับจากการ “ควบคุมการเข้าถึง” ไปสู่การ “เก็บเงินค่าผ่านทาง” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อระบบการเดินเรือพาณิชย์โลก อย่างไรก็ตาม มีรายงานล่าสุดเช่นกันว่า อิหร่านได้ร้องขอให้มีการหยุดยิง ทำให้สถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้สำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐที่ถูกคว่ำบาตรกำลังมองหา stablecoin เป็นเครื่องมือในทางปฏิบัติ ไม่ใช่แค่เชิงทฤษฎีอีกต่อไป สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ ผู้ออก stablecoin รายใหญ่อย่าง Tether หรือ Circle จะตอบสนองอย่างไร หากมีการพิสูจน์ได้ว่า stablecoin ที่ออกโดยพวกเขาถูกใช้ในธุรกรรมกับ IRGC ที่อยู่ในบัญชีดำของสหรัฐฯ เพราะนั่นอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านกฎระเบียบที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก ในเวลาเดียวกัน หากอิหร่านและสหรัฐฯ สามารถหยุดยิงได้จริง ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซก็อาจคลี่คลาย และตลาดคริปโตก็อาจได้รับแรงหนุนกลับมา ดังนั้นติดตามข่าวการเจรจาสงบศึกอย่างใกล้ชิดก็สำคัญไม่แพ้กัน
ภาพจาก AI
