สรุปข่าว
- บาบาวานก้าเคยทำนายว่า เงินสดจะไร้ค่าและเศรษฐกิจโลกล่มสลายในปี 2026 กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หลังหนี้สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และประธาน Fed เตือนว่าจุดจบอาจไม่สวย
- ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน ทำดัชนี Fear & Greed ร่วงแตะระดับ 9 เข้าขั้น “กลัวสุดขีด” กดดันให้ Bitcoin ร่วงมาอยู่แถว $66,600 ในปัจจุบัน
- กราฟเทคนิคของ BTC ทำทรงคล้าย “Bear Flag” หากหลุดแนวรับ $60,000 – $61,500 อาจไหลยาวไปถึง $52,600 แต่ยังมีหวังลึกๆ จากเม็ดเงิน ETF ที่เริ่มไหลกลับเข้ามา
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
คำทำนายเศรษฐกิจล่มสลายปี 2026 ของบาบาวานก้าเริ่มดูมีมูลความจริง เมื่อหนี้สหรัฐฯ ทะยานทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ ซ้ำร้ายความตึงเครียดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังกดดันให้ตลาดเข้าสู่โหมด “กลัวสุดขีด” จน Bitcoin ร่วงแตะ $66,600 ทรงกราฟตอนนี้ส่อแววอันตรายโดยมีแนวรับชี้ชะตาอยู่ที่ $60,000 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อัดแน่นตลอดเดือน นักลงทุนจึงต้องบริหารความเสี่ยงและรัดเข็มขัดพอร์ตกันให้แน่นที่สุด
เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน 2026 คำทำนายของ “บาบาวานก้า” แม่หมอตาบอดชาวบัลแกเรียผู้ล่วงลับถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเงินทั่วโลกอีกครั้ง
บาบาวานก้าเคยทำนายถึงวิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 โดยพยากรณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเงินสดที่ทำให้ระบบการเงินทั้งหมดล่มสลาย เธอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Cash Crush” ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือระบบดิจิทัล จะเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง

หนึ่งในคำทำนายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ “การล่มสลายของเงินสด” โดยสกุลเงินกระดาษจะไม่มีมูลค่าอีกต่อไป คำทำนายเหล่านี้ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่กลับสะท้อนบรรยากาศความกังวลที่กำลังแผ่ปกคลุมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้อย่างน่าขนลุก
วิกฤตหนี้สหรัฐฯ ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
สิ่งที่ทำให้คำทำนายของบาบาวานก้ากลับมามีน้ำหนักมากขึ้นคือ สถานการณ์หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาที่พุ่งสูงอย่างน่าตกใจ
หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐฯ หรือ “Gross National Debt” โตขึ้นทะลุหลัก 39 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่่ผานมา เพิ่มขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในเวลาเพียงสองปีเมื่อเทียบกับระดับ 34.5 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2024
หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 100% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และสถาบัน Think Tank ชั้นนำระบุว่า ประเทศกำลังบินสู่วิกฤตครั้งต่อไปโดยไร้ทิศทาง ซึ่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทั่วไปจะรุนแรงมาก
ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เจอโรม พาวเวลล์ ออกมาเตือนด้วยตัวเองว่าทิศทางการใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ของรัฐสภาถือเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนพร้อมกล่าวว่า “มันจะจบไม่สวยหากเราไม่ทำอะไรสักอย่างในเร็ว ๆ นี้”
ภาพรวมวิกฤตการคลังยิ่งน่าวิตกขึ้นเมื่อพิจารณาตัวเลขเชิงลึก สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดการณ์ว่า การขาดดุลของรัฐบาลกลางจะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 และบวมขึ้นเป็น 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2036
ขณะที่หนี้สาธารณะที่ประชาชนถือครองจะทะยานจาก 101% ของ GDP ในปัจจุบันไปสู่ 120% ของ GDP ภายในปี 2036 ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 106% หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
Bitcoin หลบภัยไม่พ้น กราฟทรงไม่ดี-สงครามกดดัน
ท่ามกลางพายุลูกนี้ Bitcoin ซึ่งหลายคนเคยหวังว่าจะเป็นที่หลบภัย กลับเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin อยู่ที่ $66,600 ร่วงลงจากจุดสูงสุดเกือบ 50%
โดยล่าสุด Bitcoin ร่วงลงมากว่า 3% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ ขู่จะถล่มอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
ความไม่แน่นอนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่กดดันความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin อย่างชัดเจน

สถิติในปัจจุบันเผยให้เห็นว่าราคา Bitcoin ดิ้นรนมาตลอดปี 2026 โดยเดือนมกราคมร่วง -10.1% และกุมภาพันธ์ดิ่ง -14.8% ซึ่งสวนทางกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยเป็นบวก +8.52% และ +12.5% ตามลำดับ ส่วนเดือนมีนาคม ราคาแทบไม่ขยับโดยบวกเพียง +0.19% เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ +10.2%
สัญญาณทางเทคนิคก็ไม่ได้ให้ความหวังมากนัก นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดที่ $125,900 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2025 ราคา Bitcoin ดิ่งลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ $60,000 คิดเป็นการร่วงลงมากกว่า 52% โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนมกราคมมีลักษณะคล้าย “Bear Flag” ซึ่งเป็นรูปแบบพักตัวที่มักจบลงด้วยการร่วงลงต่ออีกรอบ
แนวรับที่สำคัญที่สุดสำหรับเดือนเมษายนอยู่ที่ $67,000 ซึ่งเป็นฐานรองรับที่แข็งแกร่งมาตลอดปี 2026 แต่หากราคาปิดต่ำกว่า $67,000 ติดต่อกัน 3 วัน ประกอบกับข้อมูลกองทุน Bitcoin ETF และพฤติกรรมของเจ้ามือที่อ่อนแรงลง อาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการร่วงรอบต่อไป
ดังนั้น ในเดือนเมษายนจุดชี้ชะตา Bitcoin อยู่ตรงโซน $60,000-$61,500 ว่าราคาจะยืนเหนือแนวนี้ได้หรือไม่ หากราคาหลุดลงไปได้ กราฟจะเปิดทางให้ร่วงต่อไปที่ $57,000 และอาจลงลึกถึง $52,600 ซึ่งจะไปตรงกับระดับ Fibonacci Retracement ที่ 0.618 พอดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองเชิงบวกอยู่บ้าง นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจปรับตัวขึ้น 5%-7% ไปแตะระดับ $72,000 ภายในวันที่ 10 เมษายน หากสามารถยืนเหนือแนวรับ $67,500 ได้อย่างมั่นคง 13
ข้อมูลจากกองทุน Bitcoin ETF ในเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 1.13 พันล้านดอลลาร์ จบสถิติเงินไหลออกที่ยาวนานถึง 4 เดือน ซึ่งบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันกำลังกลับมา
ราคา Bitcoin เปิดเดือนเมษายนเหนือ $68,000 หลังจากตลาดรีบาวด์ช่วงปลายเดือนมีนาคม จากความหวังว่า สงครามอิหร่านอาจลดระดับลง แต่คำถามคือ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวจริง หรือเป็นเพียง “การดีดกลับชั่วคราว” ก่อนร่วงลงอีกครั้ง
ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear & Greed Index) อยู่ที่ระดับ 9 หรือ “Extreme Fear” สะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรง

ปฏิทินเศรษฐกิจเดือนเมษายนยังอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ทั้งรายงานการจ้างงานเดือนมีนาคมในวันที่ 3 เมษายน, รายงานการประชุม FOMC ในวันที่ 8 เมษายน, Beige Book ในวันที่ 15 เมษายน และการประชุม Fed ในวันที่ 28-29 เมษายน
หากมีสัญญาณว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อหรือ Fed ไม่เต็มใจผ่อนคลายนโยบายจะยิ่งทำให้กรณีการฟื้นตัวของคริปโตซับซ้อนขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำทำนายของบาบาวานก้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องวิกฤตการเงินเท่านั้นเธอยังทำนายถึงความขัดแย้งระดับโลกในปี 2026 ซึ่งบางคนตีความว่าเป็นคำเตือนเรื่องสงครามโลกครั้งที่สาม
นอกจากนี้ยังมีการตีความว่าเธอพาดพิงถึงปี 2026 ว่าเป็นปีที่ผู้เชี่ยวชาญจะตระหนักว่าพวกเขา “ไปไกลเกินไป” ในด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับ AI
คำทำนายของเธอถูกตีความว่า ระบบเงินตราแบบดั้งเดิม รวมถึงสกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะไม่มั่นคง เมื่อมองไปที่สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน วิกฤตหนี้ และเทคโนโลยี AI ที่ก้าวล้ำ ล้วนสะท้อนให้เห็นเค้าลางของคำพยากรณ์เหล่านี้ แม้มันจะเป็นแค่เพียงเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ตาม
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคำทำนายของบาบาวานก้าจะเป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แม้จะไม่มีบันทึกลายลักษณ์อักษรที่ยืนยันคำทำนายเหล่านี้ แต่กระแสคำพยากรณ์ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับใครที่ฟังคำทำนายของบาบาวานก้า อย่าลืมใช้ความระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร และรักษาสมดุลในการตัดสินใจทางการเงิน การตื่นตัวอยู่ตลอด และการวางแผนการเงินอย่างชาญฉลาดยังคงเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน
มุมมองผู้เขียน: บรรยากาศช่วงต้นเมษายน 2026 เต็มไปด้วยปัจจัยกดดัน ทั้งหนี้สาธารณะสหรัฐฯ, สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกราฟเทคนิคที่ยังไม่พ้นโซนอันตราย แม้จะมีเม็ดเงิน ETF เข้ามาบ้าง แต่ความกลัวในตลาดระดับ “กลัวสุดขีด” จะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป หากไม่มีข่าวดีออกมาในเร็ววันนี้
