bitkub-banner

ต้นทุนค่าไฟสำหรับผลิต Bitcoin ลดลงต่ำกว่า $50,000 สัญญาณในอดีตชี้ จุดต่ำสุดมาถึงแล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ต้นทุนการผลิต Bitcoin ลดลงต่ำกว่า $50,000 แล้ว โดยตัวเลขนี้สะท้อนต้นทุนไฟฟ้าของ นักขุดที่มีค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 0.05 ดอลลาร์ต่อ kWh เช่น รัฐ Texas, Paraguay, และ Iceland
  • ในอดีต ต้นทุนผลิต BTC มักเป็น “แนวรับ” เพราะเมื่อราคาลงต่ำกว่าต้นทุน นักขุดจะเริ่มขาดทุน และบางส่วนต้องปิดเครื่อง ทำให้ความยากในการขุดลดลงและต้นทุนการผลิตก็ปรับตัวลดลงตาม
  • ต้นทุนเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมยังอยู่ราว 77,000 ดอลลาร์ (ลดลงจากประมาณ 90,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี) ขณะที่ข้อมูลจาก Checkonchain ประเมินไว้ที่ประมาณ 87,000 ถึง 88,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้นักขุดส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะขาดทุนในตอนนี้

แนวโน้มต่อราคา: Bullish

เมื่อนักขุดที่แบกต้นทุนไม่ไหวทยอยออกจากระบบ แรงกดดันจากการขายจะค่อย ๆ ลดลง และโครงสร้างต้นทุนของเครือข่ายจะปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ในอดีต ช่วงลักษณะนี้มักเกิดขึ้นใกล้จุดต่ำสุดของรอบตลาด และตามมาด้วยการฟื้นตัวของราคา

ต้นทุนการผลิต Bitcoin แม้จะดูเป็นแค่เรื่องของนักขุด แต่กลับถูกใช้เป็นหนึ่งใน “สัญญาณบ่งชี้จุดต่ำสุด” ที่สำคัญ ตามข้อมูลที่อ้างอิงจาก Crypto Rover เมื่อราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต จะสะท้อนแรงกดดันในตลาด และในอดีตทั้งในปี 2019 และ 2022 เหตุการณ์ลักษณะนี้มักตามมาด้วยการฟื้นตัวของราคาในภายหลัง

ต้นทุนผลิต Bitcoin คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ต้นทุนผลิต Bitcoin คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ในการขุด Bitcoin 1 เหรียญ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าเครื่องขุด และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ ตามข้อมูลจาก Blocklr ในปี 2026 ต้นทุนอยู่ในช่วงประมาณ 38,000 ถึง 92,000 ดอลลาร์ โดยขึ้นอยู่กับราคาค่าไฟและประสิทธิภาพของเครื่องขุด

ในขณะเดียวกัน JPMorgan ระบุว่าต้นทุนเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมการขุดอยู่ที่ประมาณ 77,000 ดอลลาร์ และข้อมูลจาก Checkonchain ระบุว่าอยู่ที่ 87,000 ถึง 88,000 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนต้นทุนของ miners ทุกระดับรวมกัน

ความสำคัญของต้นทุนนี้คือ หากราคา Bitcoin ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต นักขุดจะเริ่มขาดทุนและต้องขาย Bitcoin ที่ถืออยู่เพื่อพยุงสภาพคล่อง ส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดมากขึ้น 

ขณะที่นักขุดบางส่วนจะปิดเครื่องทำให้ค่า Difficulty ในการขุดลดลง ต้นทุนโดยรวมก็ลดลงตามไปด้วย เมื่อสถานการณ์กลับมาสมดุล นักขุดที่ยังอยู่จะเริ่มมีกำไรและลดแรงขายลง ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การฟื้นตัวของราคาในลักษณะของระบบที่ปรับสมดุลตัวเองเอง

จุดต่ำสุดเกิดขึ้นแล้ว?

ในอดีต การที่ Bitcoin ราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต มักเกิดขึ้นก่อนการกลับตัวของตลาด โดยข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่า ในปี 2019 เมื่อราคา BTC ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตนักขุดจะเริ่มหายไปและค่า difficulty ลดลง ก่อนที่ราคาจะฟื้นจากระดับประมาณ 3,000 ดอลลาร์ไปสู่ 14,000 ดอลลาร์

ในปี 2022 หลังเหตุการณ์ FTX ราคา BTC ก็ต่ำกว่าต้นทุนอีกครั้ง นักขุดจำนวนมากต้องขายและปิดเครื่อง ส่งผลให้ Difficulty ลดลง และราคาก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

สำหรับปี 2026 ปัจจุบัน BTC ที่ระดับประมาณ 66,000 ดอลลาร์ยังต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่ 77,000 ดอลลาร์ ทำให้นักขุดบางส่วนขายและปิดเครื่อง ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น


ผู้เขียนมองว่าการที่ต้นทุนผลิต Bitcoin ลดลงถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะสะท้อนว่านักขุดที่กำลังถูกคัดออกจากระบบ ทำให้แรงกดดันจากการขายลดลง ในขณะเดียวกัน ต้นทุนเฉลี่ยของ JPMorgan ที่ลดจาก 90,000 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 77,000 ดอลลาร์ อาจปรับสูงขึ้นได้หาก เริ่ม Hashrate ฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้แนวรับขยับสูงขึ้นตาม สำหรับนักลงทุน การที่ราคา Bitcoin ต่ำกว่าต้นทุนผลิตในอดีตมักนำไปสู่การฟื้นตัวภายใน 3 ถึง 6 เดือน แม้จะไม่การันตี แต่ยังมีความเป็นไปได้สูงตามกลไกของ Bitcoin

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: