สรุปข่าว
- ตามข้อมูลจาก Reddit r/ChatGPT และ Fortune Aravind Srinivas CEO ของ Perplexity AI กล่าวใน All-In Podcast ในวันที่ 30 มี.ค. 2026 ที่ NVIDIA GTC ว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานตัวเอง” การที่ AI แย่งงาน “ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” แต่เป็น “อนาคตที่รุ่งโรจน์” เพราะคนจะมีโอกาส “ใช้ AI สร้างธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง”
- รายงานจาก Yahoo Finance เผย ชาวเน็ตพารถทัวร์มาลงถล่มยับ: หนึ่งในความเห็นที่โดนใจชาวเน็ตที่สุดคืือ “ชายที่มีเงินเป็นล้าน บอกแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ถูกไล่ออกว่าเธอควรดีใจ เพราะตอนนี้เธอสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาสร้างธุรกิจได้ แล้วเรียกการที่คนตกงานว่า ‘อนาคตที่รุ่งโรจน์'” หรือจะเป็น”นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่เคยต้องการเงินเดือนเพื่อจ่ายค่าไฟ”
- ตัวเลขจริงจาก Goldman Sachs นั้นเผยว่า AI ทำให้เกิดการสูญเสียงานร่วมนับ 10,000 ตำแหน่ง/เดือน ในบางอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่นยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon วางแผนลด 16,000 คน ในปี 2026 แต่ขณะเดียวกันนั้นข้อมูลจาก Challenger, Gray & Christmas AI ทำให้เกิดกว่า 33,330 ตำแหน่งในสาย tech ในปี 2026
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานตัวเอง อนาคตที่รุ่งโรจน์คือคนไม่ต้องทำงานที่ไม่ชอบอีกต่อไป” นี่เป็นคำพูดจาก CEO บริษัท AI มูลค่ากว่า $9,000 ล้าน ทำให้โลกอินเตอร์เน็ตลุกเป็นไฟ Aravind Srinivas กล่าวผ่าน All-In Podcast หลังจากที่เขาพูดทัวร์ไปลงที่เขาทัน ไม่ใช่เพราะเขาพูด “ผิด” แต่เพราะเขาพูด “จากมุมของคนที่ไม่เคยต้องกลัวตกงาน”
CEO Perplexity AI ไปพูดท่าไหน?
ตามรายงานจาก Fortune Srinivas กล่าวผ่าน All-In Podcast เมื่อวันที่30 มี.ค. 2026 ว่า
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานตัวเอง มีโอกาสใหม่ที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้เรียนรู้ แล้วสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง แม้จะมีการตกงานชั่วคราวแต่อนาคตที่รุ่งโรจน์แบบนั้นคือสิ่งที่เราควรตั้งตารอ”
หากดูในบริบทที่จะสื่อ Srinivas อ้างเคสของ Henry Ford ว่า “สร้างโรงงานและสร้างงาน แต่ก็ยัดคนเข้ากล่อง” AI จะปลดปล่อยคนจาก “กล่อง” นั้นแถมเขายังอ้าง Sam Altman ที่ทำนายว่า “AI จะสร้างบริษัทที่มีมูลค่า $1,000 ล้านที่มีพนักงานเพียงคนเดียว”
ชาวเน็ตและคนในวงการตอบโต้อย่างไร
เราได้ดูจากมุมมองของ CEO แล้ว ตัดภาพมาดูในฝั่งของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องทำงานหาค่าแรงกันบ้าง ตามข้อมูลจาก Reddit r/ChatGPT และ Yahoo Finance
เสียงผู้คนส่วนใหญ่ไปในทางไม่พอใจตัวอย่างของคนที่แสดงความคิดเห็น “ชายที่มีเงินเป็นล้าน บอกแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ถูกไล่ออกว่าเธอควรดีใจ แล้วเรียกไอการตกงานที่ว่านั้นคือ ‘อนาคตที่รุ่งโรจน์’ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่เคยต้องการเงินเดือนเพื่อจ่ายค่าไฟ” ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินถุงเงินถังบางคนตกงานแล้วก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า ไม่ใช่เอาเงินไป ‘สร้าง startup'”
แต่ก็มีส่วนน้อยบางกลุ่มที่เห็นด้วยกับเขา “เขาพูดถูกนะ เมื่อก่อน 1 คนทำหลายหน้าที่หรือรับจบหลาย ๆ งานในคนเดียวไม่ได้ ตอนนี้ทำได้ บางคนทำเงินจริง ๆ AI ด้วย” “AI อาจช่วยลดต้นทุนสร้างธุรกิจ”
ผลกระทบต่อคนไทย — “ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”
สิ่งที่ Srinivas พูดสะท้อน ปัญหาที่กำลังมาถึงไทย: Call center หรืองานซัพพอร์ตลูกค้านั้นการมาของ AI chatbot และ voice AI สามารถเข้ามาทำจุดนี้ได้แล้วกว่า 80% คนไทยที่ทำงานนี้หลายแสนคนอยู่ในจุดที่เสี่ยง งานเกี่ยวกับสายข้อมูลหรือการบัญชีนั้น AI ทำ automate ได้เกือบ 100% ตำแหน่งนี้กำลังถูกโละออกทุกปีหรือจะเป็นงานกราฟิกดีไซน์: การ gen ภาพด้วย AI image ทำได้เพียงแค่ป้อน prompt คนที่เป็นสาย junior หรือมือใหม่ก็อยู่ในจุดเสี่ยง
แต่ไทยมีข้อได้เปรียบเช่นต้นทุนแรงงานไทยยัง ถูกกว่า AI ในหลายงานนั่นอาจหมายความว่า “AI คุ้มค่าในการใช้งานแทนคนที่เงินเดือนสูง ๆ เสียก่อน คนไทยจึงมีเวลา เตรียมตัว มากกว่าคนอเมริกัน/ยุโรป ถ้าเราเรียนรู้ใช้ AI เป็นเครื่องมือไม่ใช่ไปแข่งกับ AI นั่นอาจกระตุ้นให้เราเป็น “คนที่ productive ขึ้น 10 เท่า” แทนที่จะตกงาน
ปฏิเสธไมไ่ด้ว่าการมาของAI จะเปลี่ยนตลาดแรงงานอย่างรุนแรง เราอาจได้เห็นงานบางอย่างจะหายไปจริง ๆ อีกทั้ง AI สร้างโอกาสใหม่จริง ๆ เราจะได้คน 1 คนทำได้งานทำหน้าที่แทนคนได้ 10 คน แต่การที่ “คนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงาน” ไม่ได้แปลว่า “คนส่วนใหญ่พร้อมตกงาน” คนทำงานเพราะ ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเรียนลูกทุกคนล้วนแล้วแต่มีภาระทั้งสิ้นไม่ใช่เพราะ “ชอบ” มากไปกว่านั้นแล้ว “การสร้างธุรกิจ” ไม่ใช่ทางเลือกของทุกคน มันมีหลายปัจจัยทั้งการต้องมีเงินทุน, ความรู้หรือการรับความเสี่ยงที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ไม่มี
ที่มา:Reddit r/ChatGPT,Fortune,Yahoo Finance,Breitbart,BusinessToday,BestMediaInfo
