สรุปข่าว
- Jamie Dimon ระบุในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นว่าบล็อกเชนกำลังสร้าง “คู่แข่งชุดใหม่” ที่ JPMorgan ต้องรับมือโดยเร่งพัฒนาโทเคนไนซ์ให้เร็วขึ้น
- Dimon บอกว่า JPMorgan ต้อง “ลงทุนอย่างชาญฉลาด เคลื่อนตัวเร็วและคล่องตัว” รวมถึงเดินหน้าเปิดตัวเทคโนโลยีบล็อกเชนของตัวเอง
- ก่อนหน้านี้ JPMorgan เปิดตัวกองทุนตลาดเงินบนบล็อกเชน MONY บน Ethereum และแพลตฟอร์ม Kinexys Fund Flow แสดงให้เห็นว่าธนาคารเริ่มลงมือจริงแล้ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เมื่อธนาคารใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าบล็อกเชนเป็นภัยคุกคามจริงและต้องเร่งตาม นั่นหมายความว่ากระแสสถาบันการเงินหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตกำลังเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อโทเคนที่เกี่ยวกับ RWA และโครงสร้างพื้นฐาน DeFi ในระยะกลาง
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2569 Jamie Dimon ประธานและซีอีโอของ JPMorgan Chase ได้เผยแพร่จดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น Annual Report 2025 โดยระบุชัดว่า JPMorgan ต้องเร่งพัฒนาโทเคนไนซ์ให้เร็วกว่านี้ ตามรายงานจาก CoinDesk Dimon กล่าวว่า “คู่แข่งชุดใหม่ทั้งหมดกำลังก่อตัวขึ้นบนบล็อกเชน” ครอบคลุมตั้งแต่ Stablecoin, Smart Contract ไปจนถึงโทเคนไนซ์ในรูปแบบต่างๆ เขาเน้นว่า JPMorgan ต้อง “ลงทุนอย่างชาญฉลาดและเคลื่อนตัวเร็วและคล่องตัว” พร้อมกับ “เปิดตัวเทคโนโลยีบล็อกเชนของตัวเอง” น้ำเสียงในครั้งนี้มีความเร่งด่วนอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับจดหมายฉบับก่อนๆ
จากคำพูดสู่การลงมือจริงของ JPMorgan
ที่น่าสนใจคือ JPMorgan ไม่ได้พูดลอยๆ เพราะก่อนหน้านี้ในเดือน ธ.ค. 2568 บริษัทจัดการสินทรัพย์ J.P. Morgan Asset Management ได้เปิดตัวกองทุนตลาดเงินโทเคนไนซ์กองแรก ชื่อ “My OnChain Net Yield Fund” หรือ MONY บนบล็อกเชน Ethereum โดยเริ่มต้นด้วยเงินทุนของ JPMorgan เอง 100 ล้านดอลลาร์ก่อนเปิดให้นักลงทุนภายนอกเข้าร่วม กองทุนนี้ทำงานบนแพลตฟอร์ม Kinexys Digital Assets ของ JPMorgan เอง นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค. 2568 ยังได้เปิดตัว Kinexys Fund Flow สำหรับการกระจายและบริหารกองทุนลงทุนทางเลือกผ่านบล็อกเชน
ถ้านับย้อนไปก่อนหน้านี้ JPMorgan เปิดตัว JPM Coin ซึ่งเป็น Deposit Token สำหรับลูกค้าสถาบันตั้งแต่ปี 2562 แสดงให้เห็นว่าธนาคารสร้างประสบการณ์ด้านบล็อกเชนมาสักระยะแล้ว แต่ที่ Dimon เน้นในครั้งนี้คือความเร็วและความคล่องตัวที่ต้องเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่การมีอยู่ของโปรแกรมเหล่านี้
ใครคือคู่แข่งที่ Dimon มองว่าน่ากลัว
Dimon ไม่ได้ระบุชื่อคู่แข่งด้านบล็อกเชนโดยตรงในครั้งนี้ แต่ในอดีตเขาเคยยกตัวอย่างผู้เล่นหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Block, Citadel Securities, Revolut และ Stripe ว่าเป็นตัวอย่างของการแข่งขันที่ธนาคารดั้งเดิมต้องระวัง การยอมรับครั้งนี้ถือว่าสำคัญมากในเชิงสัญลักษณ์ เพราะ Dimon เคยมีจุดยืนที่สงสัยเกี่ยวกับสินทรัพย์คริปโตมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขากำลังบอกสาธารณะว่าโครงสร้างบล็อกเชนเองคือภัยคุกคามเชิงระบบต่อธุรกิจของ JPMorgan
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า JPMorgan รับ Bitcoin เป็นหลักประกัน และ CEO JPMorgan ลั่น ธนาคารพร้อมลุยคริปโตเต็มตัว แต่ขอกฎเกมที่แฟร์ก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของ JPMorgan ต่อโลกคริปโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ Dimon พูดครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การพูดให้สวยหรู แต่มาพร้อมกับการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้ง MONY Fund และ Kinexys JPMorgan กำลังก้าวเร็วขึ้นจริงๆ สิ่งที่ต้องจับตาคือ Stablecoin ของ JPMorgan และการขยายตัวของ Kinexys ว่าจะดึงสภาพคล่องจาก DeFi โปรโตคอลเข้ามาอยู่ในระบบ TradFi ที่ควบคุมได้มากแค่ไหน ถ้า JPMorgan วิ่งเร็วจริง โปรเจกต์ RWA และบล็อกเชนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Ethereum น่าจะได้ประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นตัวดึงดูดการควบคุมจากหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มขึ้นด้วย
ที่มา: CoinDesk
เครดิตภาพจาก @VanquishTrader
