สรุปข่าว
- โตชิบาเปิดตัวอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลองที่ประมวลผลเร็วขึ้นถึง 100 เท่า โดยเตรียมนำไปประยุกต์ใช้จริงในวงการแพทย์ โลจิสติกส์ และการเงินภายใน 1-2 ปีนี้
- ควอนตัมจำลอง จะไม่ใช่เทคโนโลยีกลศาสตร์ควอนตัมของจริง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมเลียนแบบพฤติกรรมทางคณิตศาสตร์ของระบบควอนตัม
- ควอนตัมคอมพิวเตอร์ของจริงกำลังกลายเป็นภัยคุกคาม Google เตือนว่าภายในปี 2029 เทคโนโลยีนี้อาจสามารถถอดรหัส ECC-256 ที่บิตคอยน์ใช้อยู่ได้ภายในไม่กี่นาที
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
โตชิบา ได้เปิดตัวอัลกอริทึมคอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลอง ที่นำมาใช้งานบนเซิร์ฟเวอร์ปัจจุบันได้ทันที สามารถเพิ่มความเร็วการประมวลผลได้ถึง 100 เท่าและมีความแม่นยำสูง เตรียมนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจภายใน 1-2 ปี ในทางกลับกัน เทคโนโลยีควอนตัมของจริงกำลังสร้างความหวาดหวั่นให้กับโลกคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อ Google คาดการณ์ว่าจะสามารถเจาะระบบเข้ารหัสของบิตคอยน์ได้ภายในปี 2029 อย่างไรก็ตาม Grayscale มองว่าอุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือปัญหาด้าน “ธรรมาภิบาล” ในการหาฉันทามติของชุมชนบิตคอยน์เพื่ออัปเกรดระบบ รวมถึงความกังวลขั้นสุดยอดที่ว่า หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมถูกนำไปกู้คืนบิตคอยน์ที่สูญหายถาวรกว่า 11-18% กลับมาสู่ตลาดได้สำเร็จ มันจะกลายเป็นหายนะทางเศรษฐศาสตร์ที่สั่นคลอนมูลค่าของบิตคอยน์อย่างรุนแรง
เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โตชิบาได้ประกาศเปิดตัวอัลกอริทึมใหม่สำหรับ คอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลอง (Pseudo-quantum computer) ซึ่งเป็นการจำลองกลไกของคอมพิวเตอร์ควอนตัมบนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม
สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลอง จะไม่ใช่เทคโนโลยีกลศาสตร์ควอนตัมของจริง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมเลียนแบบพฤติกรรมทางคณิตศาสตร์ของระบบควอนตัม โดยอัลกอริทึมดังกล่าวจะสามารถเพิ่มความเร็วในการคำนวณได้สูงสุดถึง 100 เท่าเมื่อเทียบกับวิธีก่อนหน้า จากที่เคยใช้เวลาประมวลผล 1.3 วินาที ปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาได้ในเวลาไม่ถึง 0.01 วินาที พร้อมทั้งเพิ่มความแม่นยำได้เกือบ 100% ตามการรายงานของสำนักข่าวนิกเคอิ
คุณฮายาโตะ โกโตะ นักวิจัยอาวุโสของโตชิบากล่าวว่า เราสามารถบรรลุความเร็วและความแม่นยำในระดับที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมในอีก 50 ปีข้างหน้าก็ยังทำได้ยากโดยมีเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริงภายใน 1-2 ปี
ข้อดีคือ พวกมันสามารถนำมาใช้งานบนระบบเซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบันได้ทันที ต่างจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมของจริงที่ยังคงมีข้อจำกัด ซึ่งขอบเขตการนำไปประยุกต์ใช้งาน โตชิบาคาดการณ์ว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้ในด้านการคิดค้นยา, การจัดสรรสินทรัพย์ทางการเงิน, และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
หลังจากนี้ โตชิบามีแผนจะทดสอบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมใหม่ในแต่ละประเภทของปัญหา เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยังตกค้างบางส่วน และตั้งเป้าที่จะนำไปปรับใช้งานจริงภายในอนาคตอันใกล้
นับถอยหลังสู่ปี 2029
ดูเหมือนว่า ในโลกคริปโตเคอร์เรนซี ภัยคุกคามทางควอนตัมจะเริ่มขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงเร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อไม่นานมานีทาง Google ได้ออกมาระบุว่า พวกเขาอาจสามารถถอดรหัสอัลกอริทึม ECC-256 ที่บิตคอยน์ใช้อยู่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีด้วยเทคโนโลยีใหม่ และกำหนดเส้นตายไว้ในปี 2029 สำหรับการเตรียมความพร้อมไปสู่ยุคการเข้ารหัสต้านทานควอนตัม
Elon Musk เองก็ได้เข้ามาแสดงความเห็นในประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน แต่เป็นการเขียนประชดประชันว่า “หากมองในแง่ดีกระเป๋าเงินที่คุณลืมรหัสผ่านไปแล้ว จะสามารถกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม Grayscale ได้มีความเห็นต่างออกไปและระบุในบล็อกว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงของเทคโนโลยีควอนตัมที่มีต่อบิตคอยน์นั้น ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาด้านธรรมาภิบาลและการจัดการ
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก Bitcoin ใช้ระบบ UTXO และกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work ทำให้มีความเปราะบางทางวิศวกรรมต่อเทคโนโลยีควอนตัมน้อยกว่าคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่นๆ แต่ทว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างฉันทามติในชุมชนเพื่อเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล รวมถึงนโยบายในการจัดการกับกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่ทำ Private key สูญหาย โดยที่ผ่านมา ชุมชนนักพัฒนาบิตคอยน์มักเผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงในการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้เสมอ
อ้างอิงข้อมูลจาก Chainalysis ในปัจจุบันมี Bitcoin จำนวนกว่า 11-18% ของอุปทานที่ได้สูญหายไปแล้วอย่างถาวร ซึ่งถ้าหากควอนตัมสามารถกู้ Bitcoin เหล่านี้กลับคืนมาได้อาจก่อให้เกิดความเสียหายในตลาดอย่างหนักหน่วง
ที่มา : Coinpost
มุมมองผู้เขียน : ภัยคุกคามที่โลกคริปโตกลัว คือการเจาะรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมของแท้ที่ใช้ Qubit จริงๆ รันด้วย Shor’s Algorithm แต่เทคโนโลยีของโตชิบาเป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ใช้สมการคณิตศาสตร์เลียนแบบพฤติกรรมควอนตัม แล้วนำมารันบนเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม มันจึงไม่มีขีดความสามารถที่จะนำไปเจาะระบบเข้ารหัส ECC-256 ของ Bitcoin ได้ จึงถือว่าเป็นการนำส่วนหนึ่งของความสามารถจากควอนตัมโดยไม่ทำให้เกิดเป็นภัยคุกคามซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
