bitkub-banner

นักพัฒนาเปิดตัวกระเป๋า Bitcoin สู้ควอนตัมรุ่นต้นแบบ Adam Back ยังเอ่ยปากชม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CTO ของ Lightning Labs สร้างเครื่องมือต้นแบบแรกที่ใช้งานได้จริง เพื่อกู้คืนกระเป๋าเงิน Bitcoin หากเครือข่ายโดนโจมตีด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์
  • หากเครือข่ายต้องสับสวิตช์หยุดฉุกเฉิน เพื่อปิดระบบลายเซ็นดิจิทัล เครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ โดยเฉพาะกระเป๋าแบบ Taproot พิสูจน์ความเป็นเจ้าของด้วย Seed ลับทางคณิตศาสตร์ได้ โดยไม่ต้องเปิดเผย Seed จริงๆ ออกมา
  • แม้จะยังเป็นแค่เวอร์ชันต้นแบบและยังไม่มีกำหนดอัปเกรดจริง แต่นี่คือการอุดช่องโหว่ทางทฤษฎีที่นักพัฒนาถกเถียงกันมานาน ว่าจะปกป้อง Bitcoin อย่างไรไม่ให้เงินถูกอายัดถาวร

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

นักพัฒนา Bitcoin ได้สร้างทางรอดใหม่เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ ด้วยเครื่องมือกู้คืนกระเป๋าเงินรุ่นต้นแบบที่ทำหน้าที่เสมือน “ทางหนีไฟ” เครื่องมือใหม่นี้ช่วยให้ผู้ใช้กู้คืนกระเป๋าเงินผ่านการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของด้วยรหัส Seed ผ่านสมการคณิตศาสตร์โดยไม่ต้องเปิดเผยรหัสจริง ซึ่งทำงานได้รวดเร็วบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่กูรูอย่าง Adam Back ยืนยันว่ามาถูกทางและช่วยปูทางให้บิตคอยน์พร้อมรับมือวิกฤตควอนตัมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้ Bitcoin จะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ความก้าวหน้าของควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจทำให้เทคโนโลยีใหม่มีพลังประมวลผลมหาศาลในอนาคต ซึ่งประเด็นนี้กำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่นักพัฒนา Bitcoin ทั่วโลกจับตามอง 

ล่าสุด Olaoluwa “Roasbeef” Osuntokun ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Lightning Labs ได้ทลายกำแพงความกังวลของวงการคริปโตด้วยการเปิดตัวเครื่องมือต้นแบบที่ใช้งานได้จริง ซึ่งเปรียบเสมือน “ทางหนีไฟฉุกเฉิน” สำหรับกู้คืนกระเป๋าเงิน Bitcoin ให้รอดพ้นจากวิกฤตควอนตัม ถือเป็นความสำเร็จที่อุดช่องโหว่ที่ชุมชนนักพัฒนาถกเถียงและพยายามค้นหาทางออกมานานหลายปี

ปัจจุบันธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin จะถูกอนุมัติผ่านลายเซ็นดิจิทัล หรือ “Digital Signatures” ซึ่งเป็นชุดสมการคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ความเป็นเจ้าของเหรียญ แต่ระบบนี้คือ เป้าหมายหลักที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถปลอมแปลงเพื่อขโมยเงินได้ 

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ นักพัฒนาได้เตรียมแผนเบรคฉุกเฉิน โดยการปิดระบบลายเซ็นดิจิทัลทิ้งทั้งเครือข่ายทันที แต่วิธีนี้กลับสร้างปัญหาใหญ่ตามมา เพราะเมื่อระบบถูกปิด ผู้ใช้งานก็จะถูกล็อกไม่ให้เข้าถึง Bitcoin ของตัวเองเช่นกัน โดยเฉพาะกระเป๋าเงินสมัยใหม่อย่าง Taproot ที่พึ่งพาระบบลายเซ็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียว 

หากกดปุ่มเบรกฉุกเฉินเมื่อไหร่ เงินในกระเป๋าจะถูกแช่แข็งอย่างถาวร โดยที่แม้แต่เจ้าของตัวจริงก็ไม่สามารถทำอะไรได้

เพื่อแก้ปัญหาผู้ใช้ถูกล็อก Bitcoin นวัตกรรมของ Osuntokun จึงเข้ามาเป็นทางออกสำรองที่ใช้งานได้จริง ระบบนี้เปลี่ยนกรอบความคิดจากการยืนยันสิทธิ์ด้วยลายเซ็นดิจิทัล ไปสู่การใช้สมการคณิตศาสตร์ขั้นสูงเพื่อพิสูจน์ระดับรากฐานว่าผู้ใช้คือ ผู้สร้างกระเป๋าใบนั้นขึ้นมาจาก Seed Phrase ของตนเองจริงๆ 

ความอัจฉริยะของกลไกนี้คือ ผู้ใช้สามารถยืนยันตัวตนได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรหัส Seed Phrase ออกมาสู่ระบบเลยแม้แต่น้อย ทำให้มั่นใจได้ว่ากระเป๋าเงินใบอื่นๆ ที่ผูกกับรหัสชุดเดียวกันจะยังคงปลอดภัย 100%

ที่สำคัญ เครื่องมือต้นแบบนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ แต่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วบนคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่าง MacBook จากการทดสอบพบว่า ระบบดังล่าวใช้เวลาสร้างข้อพิสูจน์หรือ “Proof” เพียง 55 วินาที และใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้องไม่ถึง 2 วินาที โดยสร้างไฟล์ขนาดเล็กเพียง 1.7 เมกะไบต์ (MB) ซึ่งเทียบเท่ากับรูปถ่ายความละเอียดสูงเพียงหนึ่งรูปเท่านั้น ทำให้เป็นระบบที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง

ความก้าวหน้านี้ ยังได้รับการยืนยันจาก Adam Back ผู้บุกเบิกวงการ Bitcoin และผู้ก่อตั้ง Blockstream ว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องและแม่นยำ 

เขาเปิดเผยว่าตั้งแต่การออกแบบอัปเกรดระบบ Taproot ในปี 2018 ทีมงานได้คาดการณ์ภัยคุกคามจากควอนตัมไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยนักวิจัยได้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า โครงสร้างของ Taproot มีคุณสมบัติทนทานต่อการเจาะรหัสจากควอนตัม 

ความสำเร็จในการสร้างทางหนีไฟครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ปกป้องผู้ใช้ในยามวิกฤต แต่ยังปูทางให้เครือข่าย Bitcoin สามารถอัปเกรดระบบป้องกันใหม่ในอนาคตได้อย่างราบรื่น โดยไม่จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างทั้งหมดทิ้ง


มุมมองผู้เขียน: เรื่องนี้อาจไม่ได้ส่งผลต่อราคา Bitcoin ในระยะสั้นมากนัก เนื่องจากภัยควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ในระยะยาว มันถือเป็นปัจจัยบวกที่ตอกย้ำให้สถาบันและนักลงทุนรายย่อยมั่นใจว่า เครือข่าย Bitcoin มีนักพัฒนาที่เตรียมพร้อมรับมือวิกฤตระดับโลกไว้ล่วงหน้าเสมอ

ที่มา:coindesk