bitkub-banner

OpenAI เตรียมล้มละลาย หลังทรยศหักหลัง Microsoft

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Microsoft ผูกรายได้คลาวด์อนาคตกว่า 45% ($6.25 แสนล้าน) ไว้กับ OpenAI บริษัทเดียว โดยการลงทุน $13.8 พันล้านส่วนใหญ่เป็น “คูปองใช้เซิร์ฟเวอร์ Azure” ไม่ใช่เงินสด สร้างวงจรเงินหมุนวนที่ทำให้ตัวเลขรายได้ดูสวยกว่าความจริง
  • OpenAI เผาเงินไตรมาสละ $1.2 หมื่นล้าน คาดว่าต้องใช้อีก $1.43 แสนล้านกว่าจะกำไร สุดท้ายต้องรับเงินช่วยเหลือ $1.10 แสนล้านจาก Amazon, Nvidia และ SoftBank แลกกับการย้ายไป AWS ทำลายความสัมพันธ์กับ Microsoft
  • หนี้ซ่อนของ Microsoft สูงถึง $6.62 แสนล้าน GPU เสื่อมค่าทุก 3 ปีแต่ตัดค่าเสื่อม 6 ปี และคู่แข่งจีนตัดราคา API เหลือ 1 ใน 6 ของ OpenAI

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

Microsoft มูลค่า $3 ล้านล้านกำลังแบกหนี้ซ่อนกว่า $6.62 แสนล้าน สงครามราคา AI อาจทำให้มาร์จินของทั้งอุตสาหกรรมหดตัว กดดันตลาดหุ้นเทคและลดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมือง คุณมีลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่งที่สั่งอาหารมากกว่าลูกค้าคนอื่น ๆ รวมกันเกือบครึ่ง แต่ลูกค้าคนนี้ไม่เคยจ่ายเงินสด เขาจ่ายด้วย “คูปอง” ที่คุณเองเป็นคนพิมพ์ให้ แล้ววันหนึ่งลูกค้าคนนี้บอกว่าจะย้ายไปกินร้านอื่น นี่คือเรื่องราวของ Microsoft กับ OpenAI ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ๆ ในขนาดที่ใหญ่กว่าหลายแสนล้านดอลลาร์

ฉากที่ 1: วงจรเงินหมุนวนที่ทำให้ Azure ดูเหมือนเครื่องพิมพ์เงิน

Microsoft ลงทุนใน OpenAI ทั้งหมด $1.38 หมื่นล้าน ฟังดูเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสดจริง ๆ เป็น “คูปองดิจิทัล” ที่ให้ OpenAI ไปแลกใช้เซิร์ฟเวอร์ Azure แทน ลองคิดตามนะ Microsoft ออกคูปองให้ OpenAI → OpenAI เอาคูปองมาใช้ Azure → Microsoft บันทึกเป็น “รายได้คลาวด์” ได้ทันที เงินไม่ได้ออกไปไหนเลย แต่ตัวเลขรายได้พุ่ง Wall Street ก็ปรบมือ

แต่ไม่ใช่แค่ OpenAI สตาร์ทอัพอีกร้อยบริษัทก็โดนเหมือนกัน Microsoft แจกเครดิต Azure ฟรีเพื่อดึงดูดลูกค้า พอสตาร์ทอัพสร้างระบบทั้งหมดบน Azure จนถอนตัวไม่ได้อีกแล้ว เครดิตฟรีก็หมดพอดี ต้องจ่ายเงินจริง ติดกับดักสมบูรณ์แบบ กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลมาหลายปี จนกระทั่งลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของพวกเขาตัดสินใจหนี

ฉากที่ 2: OpenAI หมุนเงินจนหัวหมุน $1.2 หมื่นล้านต่อไตรมาส

ตัวเลขจาก Deutsche Bank บอกว่า OpenAI จะต้องเผาเงินรวมประมาณ $1.43 หมื่นล้านก่อนจะถึงจุดคุ้มทุน ลองนึกภาพ ทุก ๆ 3 เดือน OpenAI จุดไฟเผาเงิน $1.2 หมื่นล้าน แล้วก็ต้องวิ่งหาเงินก้อนใหม่มาเผาต่อ ไม่มีเงินสร้าง Data Center เอง โครงการ Stargate มูลค่า $5 แสนล้านก็ถูกยกเลิกเพราะไม่มีใครกล้าปล่อยกู้

Sam Altman พยายามดิ้นทุกทาง ไปเคาะประตูกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ UAE ขอ $5 หมื่นล้าน แต่รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งห้าม เหตุผล? ความมั่นคงแห่งชาติ AI ของอเมริกาจะไปพึ่งพิงเงินตะวันออกกลางไม่ได้ สุดท้าย OpenAI จำใจรับ “เงินช่วยเหลือ” $1.1 แสนล้านจาก Amazon, Nvidia และ SoftBank แลกกับข้อตกลงที่ทำลายทุกอย่าง คือ ย้ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจาก Azure ไป Amazon Web Services

อ่านไม่ผิด OpenAI ย้ายจาก Microsoft ไป Amazon

ฉากที่ 3: หนี้ซ่อนใต้พรม $6.62 แสนล้าน

ตรงนี้เริ่มน่ากลัวจริง ๆ ฮาร์ดแวร์ AI โดยเฉพาะ GPU ล้าสมัยทุก ๆ 36 เดือน เทคโนโลยีรุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ ของเก่าใช้ไม่ได้ แต่ Microsoft ตัดค่าเสื่อมออกเป็น 6 ปี ทำให้งบกำไรขาดทุนดูสวยกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ถ้าใช้ค่าเสื่อมจริง อุตสาหกรรมเทคทั้งหมดจะมีผลขาดทุนซ่อนอยู่ราว $1.76 แสนล้าน

แต่ปัญหาใหญ่กว่า GPU คือทรัพยากรกายภาพที่ Data Center ต้องการ OpenAI เคยวางแผนใช้พลังงานกว่า 10 กิกะวัตต์ ทองแดงสำหรับสายไฟขาดแคลนทั่วโลก น้ำหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ถูกใช้หลายพันล้านแกลลอนต่อวัน ระบบหล่อเย็นแบบใหม่ที่ปล่อยของเหลวเข้าชิปโดยตรงมีประสิทธิภาพดีกว่า แต่ทำให้ต้นทุนก่อสร้างแพงขึ้น 2 เท่า และมีความเสี่ยงที่ของเหลวจะรั่วเข้าอุปกรณ์ราคาหลายร้อยล้าน

หนี้อย่างเป็นทางการของ Microsoft พุ่งจาก $4 หมื่นล้านเป็น $1 แสนล้าน แต่ถ้ารวมหนี้นอกงบดุลจากสัญญาเช่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ตัวเลขจริงอยู่ที่ $6.62 แสนล้าน นี่คือตัวเลขที่ Wall Street ยังไม่ได้ใส่เข้าไปในโมเดลประเมินมูลค่า

ฉากที่ 4: สงครามราคาที่ถล่มมาจากจีน

ขณะที่ Microsoft กำลังนั่งบนกองหนี้ คู่แข่งจากจีนก็ถล่มราคาเข้ามา DeepSeek V3.2 ใช้เทคนิค Model Distillation เลียนแบบประสิทธิภาพของ GPT-5.2 ได้ แต่เก็บค่าบริการเพียง $0.28 ต่อล้าน Token เทียบกับ $1.75 ของ OpenAI ถูกกว่า 6 เท่า

ลองคิดว่าคุณเป็นบริษัทที่ต้องเลือกระหว่างจ่าย $1.75 หรือ $0.28 สำหรับผลลัพธ์เดียวกัน คำตอบชัดเจน สงครามราคานี้ทำลายมาร์จินของ OpenAI และกดดัน Microsoft ไปพร้อมกัน Microsoft พยายามชดเชยด้วย Copilot ที่เก็บ $30 ต่อเดือนต่อผู้ใช้ มีลูกค้าองค์กร 15 ล้านราย แต่ราคานี้ไม่ครอบคลุมต้นทุนพลังงานและปฏิบัติการจริงที่ต้องจ่ายทุกครั้งที่ผู้ใช้กดปุ่ม

ฉากสุดท้าย: วงจรเงินหมุนวนพังทลาย

เมื่อ OpenAI ย้ายไป AWS ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทุกอย่างพังทลายลง Microsoft ถูกทิ้งให้แบกฮาร์ดแวร์ที่เสื่อมค่า รายได้คลาวด์ที่เคยดูสวยงามจากคูปอง OpenAI หายไป Azure Growth ชะลอเหลือ 39% ต่อปี ต่ำกว่าที่ Wall Street คาดไว้ มาร์จินกำไรลดลงเรื่อย ๆ แต่ยังต้องจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น $12.7 พันล้าน

“เครื่องพิมพ์เงิน” ของ Microsoft ปิดตัวลงแล้ว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับนักลงทุนคริปโต ไม่ใช่แค่คนที่ถือหุ้น MSFT เพราะถ้าบริษัทมูลค่า $3 ล้านล้านสะดุด ผลกระทบจะลากหุ้นเทคทั้งตลาดลงไปด้วย และ Bitcoin กับ Ethereum ก็จะโดนแรงขายตามในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง สิ่งที่ต้องจับตาจริง ๆ คือตัวเลข Azure Growth ในไตรมาสหน้า ถ้ายังต่ำกว่า 40% อีกครั้ง ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “วงจรเงินหมุนวน” ของ Microsoft หมดแรงแล้วจริง ๆ หรือยัง และอีกเรื่องที่น่าคิดคือ ถ้า AI ที่เป็นเทรนด์หลักของตลาดเริ่มพิสูจน์ว่าเป็นธุรกิจที่ “ยิ่งโตยิ่งขาดทุน” ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีทั้งหมดจะถูกทบทวนใหม่ และคริปโตที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลุ่มเทคจะหนีไม่พ้น

ภาพจาก Microsoft