bitkub-banner

Chainalysis เผยโวลุมยอดใช้จ่าย Stablecoin อาจแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Chainalysis ได้ตีพิมพ์รายงาน “The New Rails: How Digital Assets Are Reshaping the Foundations of Finance” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2026 โดยคาดการณ์ว่า โวลุมที่เกิดจากการทำธุรกรรมด้วย Stablecoin อาจแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035 ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องมีปัจจัยกระตุ้นพิเศษอะไรใด ๆ เลย
  • หากปัจจัยเร่งสำคัญสองอย่างเกิดขึ้นทั้งการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นที่มันจะคิดเป็นเม็ดเงินมูลค่ากว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ และการแพร่กระจายของกรณีใช้งานใน Stablecoin ไปยังร้านค้าทั่วไปตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งทะลุ 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าประมาณการมูลค่าการชำระเงินข้ามพรมแดนทั้งโลกในปัจจุบันด้วยซ้ำ
  • หากเทียบมูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin ในช่วงนี้จะอยู่ที่ราว 316,000 ล้านดอลลาร์ โดย USDT ของ Tether ครองสัดส่วนราว 58% และ USDC ของ Circle ตามมาที่ประมาณ 25%

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การเติบโตของระบบนิเวศ Stablecoin ในระยะยาวนั้นเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดคริปโตโดยรวมชั้นเยี่ยมโดยเพราะ Stablecoin ที่เติบโตเพิ่มขึ้นคือการที่สภาพคล่องที่พร้อมไหลเข้าสู่ Bitcoin, DeFi และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มากขึ้น

719 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่เว่อร์วังแต่มีหลักฐานรองรับ

Chainalysis ระบุในรายงานว่า Stablecoin กำลังมุ่งสู่การเป็นชั้นรากฐานของระบบการเงินโลก โดยคาดว่าโวลุมธุรกรรมจะแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 แม้ว่าปัจจุบัน Stablecoin จะมีโวลุมที่เพียง 35 ล้านล้านดอลลาร์บน Blockchain ในปีที่ผ่านมา แต่มันยังถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยของการชำระเงินทั่วโลก ซึ่งแปลว่ายังมีพื้นที่เติบโตอีกมหาศาล

รากฐานของตัวเลขนี้มาจากอัตราการเติบโตในปัจจุบัน ซึ่ง Chainalysis ชี้ว่า Stablecoin ประมวลผลมูลค่ากิจกรรมในทางเศรษฐกิจจริงเพียง 28 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอัตราการเติบโตแบบ CAGR อยู่ที่ 133% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2023 หากอัตราดังกล่าวยังคงอยู่ ปริมาณธุรกรรมก็จะสามารถแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ได้ภายในปี 2035 โดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยเกื้อหนุนใหม่ ๆ

2 ปัจจัยที่จะผลักตัวเลขให้พุ่งสู่ 1.5 พันล้านล้านดอลลาร์

ปัจจัยแรกคือการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นมีการประมาณการณ์ว่าความมั่งคั่งมูลค่าราว 100 ล้านล้านดอลลาร์จะถ่ายโอนจาก Baby Boomers สู่คนคน Gen Y และ Gen Z ระหว่างปี 2028-2048 ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ Crypto มีแนวโน้มสูงที่จะนำเงินที่ได้รับมรดกไปผ่านช่องทางดิจิทัล และ Chainalysis ประเมินว่าปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวอาจเพิ่มโวลุมธุรกรรม Stablecoin รายปีได้อีกถึง 508 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035

ปัจจัยที่สองคือการเกิดกรณีใช้งานกับร้านค้าทั่วไป เมื่อการรับชำระด้วย Stablecoin กลายเป็นเรื่องปกติในร้านค้าและ E-Commerce เหมือนกับการรูดบัตร การใช้ Crypto จะเปลี่ยนจาก “การเลือกที่จะทำ” ไปเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตประจำวัน” ทำให้ Chainalysis มองว่าช่องทางนี้จะเพิ่มโวลุมธุรกรรมอีก 232 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2035


ตัวเลข 719 ล้านล้านดอลลาร์อาจดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนมากกว่าตัวเลขนั่นคือ Stablecoin กำลังก้าวออกจากการเป็น “เครื่องมือสำหรับนักเก็งกำไร” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” อย่างแท้จริง และสำหรับนักลงทุนในวงการคริปโต ทิศทางนี้ถือเป็นสัญญาณบวกระยะยาวสำหรับทั้ง Bitcoin, DeFi และ Ecosystem คริปโตโดยรวม

ที่มา: Coin Bureau, Decrypt, CoinDesk, DL News, The Block