bitkub-banner

Moody’s ฟันธง Stablecoin ไม่เป็นภัยคุกคามต่อธนาคารในระยะสั้น

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิเคราะห์ Moody’s ประเมินว่า Stablecoin จะยังไม่สามารถเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดธนาคารสหรัฐฯ ได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมีกำแพงกฎหมายห้ามจ่ายผลตอบแทน 
  • แม้ผลักกระทบในปัจจุบันจะยังมีจำกัด แต่มูลค่าตลาดของ Stablecoin และสินทรัพย์ RWA ที่พุ่งทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ในอนาคตอาจเกิดภาวะเงินฝากไหลออกจากระบบ ซึ่งจะเข้ามากดดันสภาพคล่องของธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ร่างกฎหมาย CLARITY ชะงัก Stablecoin เสี่ยงถูกคุมเข้มหนักขึ้น หลังตัวแทนอุตสาหกรรมนำโดย Coinbase ออกมาคัดค้านประเด็นการแบน Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนและการขาดความคุ้มครองนักพัฒนา 

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Moody’s ประเมินว่า Stablecoin ยังไม่ใช่ภัยคุกคามของธนาคารสหรัฐฯ ในระยะสั้น เพราะติดข้อห้ามทางกฎหมายเรื่องการจ่ายผลตอบแทน แต่ในระยะยาวจะดึงเงินฝากและกระทบการปล่อยสินเชื่อแน่นอน หลังมูลค่าตลาดโตทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ ประเด็นนี้ยังทำให้ร่างกฎหมายคริปโต CLARITY ชะงักกลางสภา เนื่องจากบริษัทผู้นำในวงการอย่าง Coinbase คัดค้านข้อห้ามดังกล่าว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากกฎหมายนี้ล่ม ตลาดคริปโตอาจเจอมาตรการปราบปรามจากภาครัฐที่หนักขึ้นกว่าเดิม

Moody’s สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเมินสถานการณ์ Stablecoin ยังไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพภาคธนาคารสหรัฐฯ ได้ในระยะสั้น โดยสาเหตุเกิดจากกำแพงของกฎหมายที่สกัดกั้นการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือเหรียญ 

Abhi Srivastava รองประธานของ Moody’s เปิดเผยว่า แม้บทบาทของ Stablecoin ในระบบชำระเงินและการค้าข้ามพรมแดนจะยังอยู่ในวงจำกัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มูลค่าตลาดของ Stablecoin และสินทรัพย์กลุ่ม RWA ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนซึ่งเติบโตจนทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อระบบในระยะยาว

ที่มา: RWA.xyz

Srivastava ระบุว่า “ในระยะสั้น กฎหมายสหรัฐฯ ที่ห้าม Stablecoin จ่ายผลตอบแทน ถือเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้เหรียญกลุ่มนี้ ไม่สามารถแย่งฐานเงินฝากดั้งเดิมไปได้ ประกอบกับระบบชำระเงินของสหรัฐฯ ที่ยังคงรวดเร็วและไว้ใจได้ ทำให้ความเสี่ยงที่ธนาคารจะถูกดิสรัปต์ยังมีจำกัด”  

ทว่า Moody’s เตือนอย่างหนักแน่นว่า ในระยะยาว หากการใช้งาน Stablecoin และ RWA ยังขยายตัวเป็นวงกว้าง ภาคส่วนธนาคารพาณิชย์จะเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากสภาวะเงินฝากไหลออก ซึ่งจะเข้าไปบั่นทอนขีดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารโดยตรง

สมรภูมิการเงินนี้ ได้ลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งทางนโยบายระดับชาติ ล่าสุด ร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นความหวังในการสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดคริปโตต้องสะดุดลงในสภาคองเกรส

สาเหตุหลักมาจากแรงคัดค้านจากกลุ่มยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโต นำโดย Coinbase ที่ประกาศจุดยืนคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยประณามวาระการซ่อนเร้นที่ “ห้าม Stablecoin จ่ายผลตอบแทน” ว่าเป็นการบีบคออุตสาหกรรม รวมถึงโจมตีช่องโหว่ของกฎหมายที่ล้มเหลวในการคุ้มครองกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Open-source

แม้แกนนำวุฒิสภาสหรัฐฯ และทำเนียบขาวจะพยายามเดินสายเป็นกาวใจ เพื่อหาร่างกฎหมายที่ตอบโจทย์ทั้ง “กลุ่มธนาคารดั้งเดิม” และ “อุตสาหกรรมคริปโต” แต่รอยร้าวนี้ยังคงบาดลึก 

แหล่งข่าววงในจากสื่อ Politico ระบุว่า ร่างกฎหมาย Clarity Act ฉบับใหม่ยังคงเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนักและยังไม่สามารถนำออกสู่สาธารณะได้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์การเมืองและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนส่งสัญญาณเตือนทิ้งท้ายว่า หากการผลักดันกฎหมาย CLARITY ล้มเหลว อุตสาหกรรมคริปโตอาจต้องเตรียมรับมือกับการปราบปรามทางกฎหมายอย่างรุนแรงจากหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคตอันใกล้


มุมมองผู้เขียน: ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน Stablecoin ยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงต่อระบบเงินฝากของธนาคารสหรัฐฯ แต่สำหรับเกมระยะยาว ถ้าธนาคารยังคงนิ่งเฉย ไม่ยอมลงสนาม Stablecoin ด้วยตัวเอง ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับผลกระทบและสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปในที่สุด

ที่มา:cointelegraph