สรุปข่าว
- ร่างกฎหมายกำกับดูแล Stablecoin ของสหรัฐฯ อาจต้องเลื่อนการพิจารณาและลงมติออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม หลังมีการร้องขอให้คณะกรรมการชะลอกระบวนการ
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ยังคงกดดันอย่างหนักในเรื่องของเงินปันผลจาก Stablecoin เพื่อป้องกันการแย่งชิงฐานลูกค้า ซึ่งบริษัทคริปโตหลายแห่งยังคงปฏิเสธเงื่อนไขนี้
- ความล่าช้ากำลังสร้างความกังวลอย่างหนัก เพราะหากไม่สามารถดันกฎหมายให้ผ่านได้ทันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม กฎหมายฉบับนี้อาจถูกแช่แข็งยาวไปจนถึงปี 2030
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ร่างกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันและอาจต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม เนื่องจากถูกคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่กังวลเรื่องการให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือครอง วุฒิสมาชิก Thom Tillis จึงเสนอให้ขยายเวลาเจรจาเพื่อป้องกันความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ความล่าช้านี้กำลังนับถอยหลังชนกับเส้นตายการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงสิ้นปี หากทั้งสองฝ่ายหาข้อสรุปไม่ทัน ร่างกฎหมายสำคัญนี้อาจถูกปัดตกและดองยาวไปจนถึงปี 2030 ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อความชัดเจนและการแข่งขันของอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐอเมริกา
ร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลตลาด Stablecoin ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคเลื่อนอีกครั้ง ท่ามกลางความพยายามของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการผลักดันกฎหมายนี้ให้ผ่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้
อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ได้กดดันให้มีการคุมเข้มกฎระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผลตอบแทนหรือเงินปันผล ของ Stablecoin ซึ่งกลายเป็นจุดขัดแย้งสำคัญที่ทำให้ร่างกฎหมายเดิมต้องหยุดชะงักเพื่อกลับไปทบทวนหาข้อสรุปอีกครั้ง
ล่าสุด วุฒิสมาชิก Thom Tillis ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการเลื่อนการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป โดยเขาได้ทำเรื่องร้องขอไปยังคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาให้ขยับกำหนดการอภิปรายออกไปเป็นเดือนพฤษภาคมแทน ส่งผลให้การประชุมเพื่อลงมติแก้ไขร่างกฎหมายที่เดิมตั้งเป้าไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้ ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
การตัดสินใจเลื่อนครั้งนี้แม้จะทำให้ไทม์ไลน์การประกาศใช้กฎหมายล่าช้าออกไป แต่ก็นับว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยเพิ่มระยะเวลาในการเจรจาระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทั้งฝั่งผู้ให้บริการคริปโตและสถาบันการเงินดั้งเดิม ซึ่งหากทุกฝ่ายสามารถหาจุดร่วมที่ลงตัวได้ การผลักดันกฎหมายนี้ให้มีผลบังคับใช้ในอนาคตก็จะมีความราบรื่นและมีความมั่นคงมากขึ้น
Tillis อธิบายต่อว่า การเร่งรีบหาข้อสรุปอาจส่งผลทำให้การตัดสินใจผิดพลาด ดังนั้นการเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญ
ปัจจุบัน ธนาคารต่างกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าการอุ้ม Stablecoin ที่ให้ปันผลอาจสร้างผลกระทบใหญ่ต่อภาคธุรกิจธนาคารทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่ถูกเสนอสำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การสั่งแบนห้ามจ่ายปันผลทั้งหมด หากผู้ใช้ถือเหรียญไว้เฉยๆ
สิ่งนี้หมายความว่า Stablecoin จะไม่สามารถมี Passive Income ได้อีกต่อไปและผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทน เช่น การทำธุรกรรมใช้จ่าย หรือให้กู้ยืมเพื่อสร้างสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี บริษัทคริปโตบางเจ้าไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวแม้ว่าจะมีความพยายามอย่างหนักในการหาทางออก กลายเป็นว่าทั้งสองฝั่งต่างยังไม่ยอมอ่อนข้อ ทำให้การพัฒนายิ่งช้า และแรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะขยับเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าเป็นกังวลก็คือ หากหาข้อสรุปได้ไม่ทันกฎหมายดังกล่าวจะไม่เสร็จสมบูรณ์และถูกบังคับใช้ได้ ซึ่งอย่างแย่เลยก็คือกฎหมายจะถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ไปได้จนถึงปี 2030 และส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมคริปโตเป็นวงกว้าง
ท้ายที่สุดแล้วหน่วยงานผู้รับผิดชอบออกกฎหมายต้องรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองให้ดีเพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมดในสหรัฐฯ
ที่มา: livebitcoinnews
มุมมองผู้เขียน: การใช้ความรอบคอบในการพิจารณาถือเป็นเรื่องดี แต่ในระบบการเมืองสหรัฐฯ ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม คือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด นักการเมืองจะหลีกเลี่ยงการโหวตกฎหมายที่มีความขัดแย้งสูงเพราะอาจทำให้เสียฐานเสียง หาก CLARITY Act ไม่สามารถหาตรงกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ก่อนช่วงปิดสมัยประชุม กฎหมายนี้จะถูกปัดตกกระดานไปโดยปริยาย และเมื่อสภาชุดใหม่เข้ามาทำงานหลังปี 2026 กระบวนการร่างกฎหมายก็แทบจะต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่
