สรุปข่าว
- สารคดีระบุว่า Satoshi Nakamoto ไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการร่วมมือกันของสองอัจฉริยะนักเข้ารหัสวิทยา Hal Finney และ Len Sassaman
- ทฤษฎีชี้ว่า Finney คือมือเขียนโค้ด ส่วน Sassaman คือมันสมองผู้อยู่เบื้องหลัง White Paper และงานเขียน
- มีการนำข้อมูล Digital Footprint และการวิเคราะห์จากอดีตเจ้าหน้าที่ FBI มายืนยันว่า ทั้งคู่มีแรงจูงใจที่ตรงกับ Satoshi มากที่สุด
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
สารคดี “Finding Satoshi” ที่เพิ่งฉายเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการคริปโตด้วยการชี้ว่า Satoshi Nakamoto อาจไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียว แต่คือการผนึกกำลังของสองอัจฉริยะผู้ล่วงลับอย่าง Hal Finney และ Len Sassaman โดยสารคดีใช้เวลาสืบสวนนานถึง 4 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าในขณะที่ Finney รับหน้าที่เขียนโค้ดอันซับซ้อน Sassaman คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยอุดช่องโหว่เรื่องเวลาและรับบทผู้เรียบเรียง White Paper ผนวกกับคำยืนยันจากภรรยาของทั้งคู่และบทวิเคราะห์จากอดีต FBI
สารคดีเรื่องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาได้นำเสนอทฤษฎีที่น่าสนใจว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ไม่ใช่บุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นนามแฝงที่ถูกแบ่งปันโดยนักรหัสวิทยาผู้เชี่ยวชาญสองคนซึ่งร่วมมือกันสร้าง Bitcoin ขึ้นมา ก่อนที่ทั้งคู่จะเสียชีวิตลง
นั่นคือ Hal Finney และ Len Sassaman โดยภาพยนตร์เรื่อง Finding Satoshi กำกับโดย Tucker Tooley และ Matthew Miele ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านการสืบสวนตลอด 4 ปีโดยนักเขียนด้านการเงินชาวอเมริกัน William D. Cohan และนักสืบเอกชน Tyler Maroney เพื่อร่วมไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของศตวรรษที่ 21
ภาพยนตร์เรื่องนี้รวบรวมบทสัมภาษณ์ไว้กว่าหนึ่งโหล ตั้งแต่บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เคยมีส่วนในการเปิดเผยตัวตนของ Satosh โดยไม่ได้ตั้งใจ
การสืบสวนหาตัวตนของ Satoshi ในอดีตมักนำไปสู่ความวุ่นวายทางกฎหมายหรือการจับจ้องที่สร้างปัญหาให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น กรณีของ Peter Todd นักพัฒนา Bitcoin Core อย่างไรก็ตามบทสรุปของ Finding Satoshi กลับไม่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงนัก เพราะผู้ต้องสงสัยในทฤษฎีนี้ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว
ในแง่หนึ่ง สารคดีเรื่องนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ด้วยการสัมภาษณ์ Fran Finney ภรรยาหม้ายของนักรหัสวิทยาผู้ล่วงลับ ซึ่งเธอได้ยอมรับในภาพยนตร์ว่าสามีของเธอน่าจะมีบทบาทในการสร้าง Bitcoin ซึ่ง William D. Cohan กล่าวกับสื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก
นอกจากนี้ Meredith L. Patterson ภรรยาหม้ายของ Len Sassaman ก็ปรากฏตัวในสารคดีด้วยเช่นกันเพื่อร่วมประเมินว่า สามีของเธออาจเป็น Satoshi หรือไม่ ก่อนที่จะมีการระบุชื่อผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น Adam Back, Nick Szabo, David Chaum, Paul Le Roux และ Wei Dai
สารคดีเรื่องนี้เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ส่งถึงโลกใต้ดินดิจิทัล ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Satoshi นั่นคือ กลุ่มไซเฟอร์พังก์ผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นส่วนตัว โดยมี Phil Zimmermann หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ปรากฏในเรื่อง เขาคือผู้บุกเบิกด้านความเป็นส่วนตัวที่มอบเกราะป้องกันอีเมลระดับทหารให้แก่สาธารณชนในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ด้วยการสร้าง Pretty Good Privacy หรือ PGP
ทั้ง Len Sassaman ที่จากไปในปี 2011 หลังโพสต์สาธารณะครั้งสุดท้ายของ Satoshi และ Hal Finney ที่เสียชีวิตจากโรค ALS ในปี 2014 ต่างเคยทำงานเกี่ยวกับระบบเข้ารหัส PGP นี้มาก่อน
สารคดีจึงตั้งสมมติฐานว่า Hal Finney เป็นผู้เขียนโค้ดของ Bitcoin ในขณะที่ Len Sassaman เป็นผู้ดูแลงานด้านงานเขียน รวมถึงเอกสาร White Paper ทั้งเก้าหน้าของ Bitcoin
ก่อนที่ William D. Cohan และ Tyler Maroney จะสรุปชื่อผู้ต้องสงสัย ผู้กำกับของ Finding Satoshi ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการสำรวจวัฒนธรรมที่เชื่อว่า Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมา เช่น กลุ่ม Extropians กลุ่มผู้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเทคโนโลยีและทรานส์ฮิวแมนนิสต์ รวมถึงผู้บุกเบิก Bitcoin รายอื่นๆ ที่ Satoshi นำแนวคิดมาผสมผสาน
หนึ่งในนั้นคือ Hashcash ของ Adam Back ซึ่ง Adam Back ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน Bitcoin อย่าง Blockstream และผู้คิดค้นแนวคิด Proof-of-Work เพิ่งจะถูกระบุว่าเป็น Satoshi ในรายงานของ นิวยอร์กไทมส์ โดยอาศัยการวิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์ แต่หลังจากการตีพิมพ์บทความดังกล่าว Adam Back ก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างที่เขาเคยทำมาแล้วหลายครั้ง
William D. Cohan ตั้งข้อสังเกตถึงความมั่งคั่งมหาศาลว่า หากคุณมีทรัพย์สินมูลค่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ คุณคงไม่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ โดยอ้างอิงถึง Bitcoin จำนวน 1.1 ล้านเหรียญที่ Satoshi ถือครองอยู่ พวกเขาใช้วิธีวิเคราะห์และการใช้เหตุผลเชิงอนุมานเพื่อเข้าถึงข้อสรุปที่แตกต่างออกไป
ทีมสืบสวนยังได้รับความช่วยเหลือจาก Kathleen Puckett อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ผู้มีส่วนร่วมในการจับกุม Unabomber หรือ Theodore John Kaczynski เพื่อประเมินแรงจูงใจของผู้เขียน White Paper ของ Bitcoin ซึ่งผลการวิเคราะห์ของเธอชี้ว่า ผู้สร้าง Bitcoin ไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องเงินเลยแม้แต่น้อย
ในท้ายที่สุด Adam Back และผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ ก็ถูกตัดออกจากการเป็น Satoshi หลังจากได้พูดคุยกับ Alyssa Blackburn นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เคยทำงานที่มหาวิทยาลัยไรซ์และศูนย์การแพทย์เบย์เลอร์ในฮูสตัน เธอได้ให้ข้อมูลที่ช่วยให้ William D. Cohan และ Tyler Maroney วัดผลประวัติออนไลน์ของผู้ต้องสงสัยเทียบกับ Satoshi ได้ และโปรไฟล์ดังกล่าวก็สอดคล้องกับ Hal Finney และ Len Sassaman
นอกจากนี้สารคดียังนำเสนอข้อเท็จจริงที่ Jameson Lopp ซีทีโอของบริษัทรักษาความปลอดภัย Casa ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเป็นจุดแย้งที่น่าสนใจ นั่นคือ Satoshi มีการส่งอีเมลโต้ตอบกับนักพัฒนาในช่วงเวลาเดียวกับที่ Hal Finney ซึ่งเป็นนักวิ่งตัวยง กำลังลงแข่งขันวิ่งรายการหนึ่งในซานตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย
ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวกลับกลายเป็นสิ่งที่สนับสนุนทฤษฎีของผู้สืบสวนที่ว่า Hal Finney เป็นผู้เขียนโค้ดและ Len Sassaman เป็นผู้เรียบเรียงประโยค แม้ว่า William D. Cohan และ Tyler Maroney จะกล่าวว่า พวกเขาได้สัมภาษณ์ผู้คนมากมายทั่วโลกคริปโตที่ไม่ได้ช่วยให้การสืบสวนคืบหน้าไปมากนักก็ตาม
ทั้งนี้ ในการสัมภาษณ์นาน 90 นาทีกับ Sam Bankman-Fried อดีตซีอีโอของ FTX ในช่วงที่เขายังมีอำนาจในปี 2021 ก็ไม่ได้ถูกนำมาใส่ในภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ด้วย โดยอดีตเจ้าพ่อคริปโตรายนี้ถูกตัดสินจำคุก 25 ปีในเวลาต่อมาจากการก่อเหตุฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
รวมถึงการสัมภาษณ์บุคคลอื่นในแวดวงการเงิน เช่น Michael Saylor และ Bill Gates ซึ่ง William D. Cohan ระบุว่าบุคคลเหล่านี้ดูเหมือนจะลดทอนความสำคัญของตัวตนของ Satoshi ลง ทำให้การสืบสวนไม่คืบหน้าเท่าที่ควร William D. Cohan สรุปว่า พวกเขาได้ใช้เวลาปีกว่าในการสัมภาษณ์ผู้คนเหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะน่าสนใจจนอาจสร้างสารคดีแยกออกมาได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การสืบสวนนี้ไปถึงจุดหมาย
มุมมองผู้เขียน: ถ้าหากทฤษฎีนี้เป็นเรื่องจริง ก็ยิ่งชวนให้รู้สึกว่า Bitcoin ถูกออกแบบมาเพื่อ ปล่อยวาง ตั้งแต่แรกโดยคนที่ไม่ได้อยากร่ำรวย แต่อยากเปลี่ยนโลก และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่มันยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี
ที่มา: decrypt
