สรุปข่าว
- Bitcoin ทำผลงานแกร่งพุ่งจากระดับ 63,000 ดอลลาร์มายืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พร้อมทำลายแนวต้านสำคัญเชิงจิตวิทยาหลายจุด
- สัญญาณบน On-chain ชี้ชัดว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มกลับมามีกำไร ส่งผลให้แรงเทขายลดลง ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สเริ่มคลายแรงกดดันฝั่ง Short เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ Short Squeeze
- กลไก “Short Gamma” ในตลาดออปชัน กำลังสร้างวงจรป้อนกลับที่บังคับให้เหล่าผู้ดูแลสภาพคล่องต้องไล่ซื้อเหรียญคืน เพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ราคา Bitcoin ไปถึงเป้าหมาย 85,000 ดอลลาร์ได้เร็วขึ้น
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
การสอดประสานกันของข้อมูลสามด้านทั้งบน On-chain, ฟิวเจอร์ส และออปชัน เป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก และมักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนการทะยานครั้งใหญ่ การที่ราคา Bitcoin สามารถประคองตัวเหนือต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครองระยะสั้นได้ ถือเป็นชัยชนะที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดจากขาลงสะสมพลัง กลายเป็นขาขึ้นเต็มตัว
ปัจจุบันบิตคอยน์กำลังแสดงสัญญาณที่หาดูได้ยาก จากการสอดคล้องกันของข้อมูลบน On-chain, ตลาดฟิวเจอร์ส และการไหลเวียนของออปชัน ซึ่งทั้งหมดล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาบิตคอยน์มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ
โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บิตคอยน์ทะยานจากระดับ 63,000 ดอลลาร์ ขึ้นมายืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ทำให้เหล่านักลงทุนสถาบันต่างกำลังจับตามองเป้าหมายถัดไปที่ระดับ 85,000 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด
ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาบิตคอยน์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ยังมีปัจจัยเบื้องลึกเหล่านี้ที่ส่งผลกระทบอยู่เบื้องหลัง
1. สัญญาณบน On-chain ชี้ ราคาทะลุแนวต้านสำคัญสู่เขตกำไร
บิตคอยน์สามารถพุ่งทะลุระดับราคาวัดใจที่เหล่านักวิเคราะห์ให้ความสำคัญมากที่สุด 2 ระดับ คือระดับราคาต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่หมุนเวียนจริงในตลาด ที่บริเวณ 78,200 ดอลลาร์ และราคาต้นทุนเฉลี่ยของกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าซื้อในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ที่ระดับ 79,100 ดอลลาร์

ราคา BTC ได้ทะลุเหนือค่าเฉลี่ยตลาดที่แท้จริงและต้นทุนการถือครองระยะสั้นแล้ว (Glassnode)
การที่ราคาบิตคอยน์ สามารถประคองตัวเหนือระดับเหล่านี้ได้ หมายความว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังมีกำไร ทำให้แรงกดดันจากการเทขายเพื่อหนีตายจึงลดน้อยลง
ซึ่งเป้าหมายถัดไปที่น่าตื่นเต้นคือ การทดสอบแนวต้านใหญ่ที่ $85,200 ซึ่งหากผ่านจุดนี้ไปได้ ราคาจะเข้าสู่ช่วงที่ไม่มีแนวต้านเดิมขวางกั้นอีกต่อไป และมีโอกาสทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่ได้อย่างรุนแรง
2. ตลาดฟิวเจอร์ส แรงกดดันฝั่งขายเริ่มหายไป
ในตลาดฟิวเจอร์สเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจจาก Funding Rates หรือค่าธรรมเนียมที่นักเทรดจ่ายเพื่อเปิดสถานะ ซึ่งก่อนหน้านี้มีค่าเป็นลบติดต่อกันนานหลายเดือน ซึ่งสะท้อนว่ามีความต้องการเปิดสถานะ Short อย่างหนักเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา แต่ขณะนี้ค่าดังกล่าวได้กลับมาเป็นกลางหรือเป็นบวกเล็กน้อย บ่งชี้ว่าสถานะ Short เหล่านั้นถูกปิดลงไปจำนวนมากแล้ว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันขาลงที่เคยกดราคาไว้
หากราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นต่ออาจเกิดปรากฏการณ์ Short Squeeze ที่บังคับให้นักเทรดฝั่งขายต้องกลับมาไล่ซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขาดทุน จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่เร่งให้ราคาบิตคอยน์ดีดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. ตลาดออปชันในกลไก Short Gamma ที่ช่วยเร่งสปีดขาขึ้น
สัญญาณสุดท้าย มาจากตลาดออปชันที่บรรดาผู้ดูแลสภาพคล่องกำลังเผชิญกับสถานะ Short Gamma บริเวณระดับ 82,000 ดอลลาร์ สภาวะนี้บังคับให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกระโดดเข้ามาไล่ซื้อ Bitcoin เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดขาขึ้น สิ่งนี้ก่อให้เกิดกลไกที่เรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะยิ่งราคาพุ่งทะยานเข้าใกล้ 83,000 – 85,000 ดอลลาร์ ดีลเลอร์ก็ยิ่งต้องซื้อหนักขึ้นเพื่อปรับสมดุลพอร์ต ส่งผลให้มีแรงซื้อปริมาณมหาศาลอัดฉีดเข้ามาในตลาดแบบอัตโนมัติ และกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ผลักให้ Bitcoin ทะลุเป้าหมายได้ไวกว่าที่คิด
ข้อควรระวัง สัญญาณบวกทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง เนื่องจากบิตคอยน์ยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หากตลาดหุ้นเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยงอย่างกะทันหัน หรือมีปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจมหภาคที่คาดไม่ถึงเข้ามากระทบ ก็อาจส่งผลให้โมเมนตัมขาขึ้นที่กำลังร้อนแรงนี้ชะลอตัวลงหรือหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสัญญาณบนบล็อกเชน
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : รอบนี้ Bitcoin ไม่ได้พุ่งขึ้นเพราะแค่กระแสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการขึ้นที่แข็งแกร่งเพราะมี “ฐานต้นทุนจริง” ขยับตามราคาขึ้นมาติดๆ ทำให้ราคามีที่ยึดเหนี่ยว ไม่ใช่การลอยตัวหลอกๆ ซึ่งการที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเริ่มกลับมามีกำไร ถือเป็นจังหวะที่ทั้งน่าตื่นเต้นและควรระวังไปพร้อมกัน

