สรุปข่าว
- Bitcoin Depot (NASDAQ: BTM) ผู้ให้บริการตู้ ATM Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ยื่นขอล้มละลายแบบ Chapter 11 ในศาลสหรัฐฯ รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569
- บริษัทระบุว่าโมเดลธุรกิจปัจจุบัน “ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้” เนื่องจากกฎระเบียบของรัฐต่างๆ ที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก ทั้งข้อจำกัดวงเงินธุรกรรมและการห้ามดำเนินการในบางพื้นที่ รายได้ Q1/2569 ร่วงลง 49% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ตู้ ATM ของ Bitcoin Depot ถูกปิดให้บริการทั้งหมดแล้ว และบริษัทเตรียมขายสินทรัพย์อย่างเป็นระเบียบ นับเป็นสัญญาณเตือนว่ากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดอาจฉุดรั้งการเข้าถึง Bitcoin ของคนทั่วไปในสหรัฐฯ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การล้มละลายของผู้ให้บริการตู้ ATM Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือเป็นสัญญาณเชิงลบต่อการยอมรับ Bitcoin ในระดับรายย่อย เพราะตู้ ATM เป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึง Bitcoin ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคา Bitcoin โดยตรงมีจำกัด เนื่องจากปริมาณซื้อขายผ่านตู้ ATM คิดเป็นสัดส่วนเล็กน้อยของตลาดโดยรวม
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 Bitcoin Depot (NASDAQ: BTM) ผู้ให้บริการตู้ ATM Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ ได้ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลายแบบ Chapter 11 โดยสมัครใจต่อศาลล้มละลายสหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส ตามรายงานจาก Coin Bureau บริษัทแถลงว่ากระบวนการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อปิดกิจการอย่างเป็นระเบียบและขายสินทรัพย์ของบริษัท โดยตู้ ATM ของ Bitcoin Depot ทั้งหมดได้ถูกปิดให้บริการแล้ว ขณะที่บริษัทในเครือที่อยู่ในแคนาดาและต่างประเทศอื่นๆ จะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหรือปิดกิจการตามกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย
กฎระเบียบที่เข้มงวดและปัญหาทางการเงินสะสม
Bitcoin Depot ระบุว่าสาเหตุหลักที่ทำให้โมเดลธุรกิจ “ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้” คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกฎระเบียบของแต่ละรัฐในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงข้อบังคับด้านการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ข้อจำกัดวงเงินธุรกรรมใหม่ รวมไปถึงการห้ามดำเนินการตู้ ATM คริปโตในบางพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้บริษัทยังเผชิญกับการฟ้องร้องและการบังคับใช้กฎหมายจากหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีคดีจากอัยการสูงสุดของรัฐแมสซาชูเซตส์และไอโอวาที่กล่าวหาเรื่องการตั้งราคาที่ทำให้เข้าใจผิดและนโยบายคืนเงินที่ไม่เป็นธรรม
ตัวเลขทางการเงินของ Bitcoin Depot ก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่สะสมมานาน โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทรายงานรายได้เบื้องต้นราว 83.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งร่วงลงถึง 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบันทึกผลขาดทุนสุทธิ 9.5 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับกำไรสุทธิ 12.2 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 บริษัทได้ออกประกาศเตือน “Going Concern” แสดงถึงข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดย ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 44 ล้านดอลลาร์ แต่มีคำพิพากษาทางกฎหมายที่ค้างชำระมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์
ปัญหาสะสมก่อนถึงจุดแตกหัก
นอกจากปัญหากฎระเบียบแล้ว Bitcoin Depot ยังเผชิญกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในเดือน เม.ย. 2569 เมื่อแฮกเกอร์ขโมย Bitcoin ไปจำนวน 50.9 BTC มูลค่าเกือบ 4 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งในเดือน พ.ย. 2568 บริษัทในเครือของแคนาดายังถูกตัดสินให้จ่ายค่าอนุญาโตตุลาการ 18.47 ล้านดอลลาร์จากข้อพิพาทเรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่บกพร่อง ความท้าทายหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ทำให้บริษัทซึ่งเคยดำเนินการตู้ ATM มากกว่า 9,000 จุดทั่วโลก ณ เดือน ส.ค. 2568 ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับแนวโน้มของตู้ ATM Bitcoin ว่า ผลสำรวจเผยว่าตู้ Bitcoin ATMs ลดลงไปกว่า 4,200 เครื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญมาตั้งแต่ต้น และการล้มละลายของ Bitcoin Depot ครั้งนี้อาจเป็นการปิดฉากยุคของตู้ ATM Bitcoin ในสหรัฐฯ ในฐานะช่องทางเข้าถึงคริปโตของคนทั่วไปอย่างแท้จริง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับธุรกิจคริปโตที่พึ่งพากฎระเบียบท้องถิ่นเป็นหลัก โมเดลตู้ ATM Bitcoin นั้นฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อแต่ละรัฐออกกฎของตัวเองที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือบริษัทไหนจะเข้ามาซื้อสินทรัพย์ของ Bitcoin Depot ในกระบวนการ Chapter 11 และอุตสาหกรรมตู้ ATM Bitcoin จะปรับตัวอย่างไรกับกฎระเบียบที่ดูเหมือนจะยิ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ผลกระทบต่อราคา Bitcoin โดยตรงน่าจะมีจำกัด แต่ถ้าช่องทางเข้าถึงสำหรับคนทั่วไปหายไป อาจมีผลต่อการยอมรับในระยะยาวได้
ที่มา: @coinbureau
เครดิตภาพจาก @pulsealpha_

