สรุปข่าว
- แฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือขโมยคริปโตไปแล้วกว่า 643 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2026 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 66% ของความเสียหายจากการแฮกคริปโตทั่วโลก
- กลุ่ม Kimsuky เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์และโมเดลภาษาขนาดใหญ่มาใช้สร้างเอกสารปลอม และพัฒนามัลแวร์ ทำให้การหลอกลวงแนบเนียนจนแยกจากเอกสารจริงได้ยากขึ้นมาก
- นับตั้งแต่ปี 2016 เกาหลีเหนือขโมยคริปโตสะสมไปแล้วราว 6.75 พันล้านดอลลาร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเตือนว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่การหลอกลวงด้วย AI ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
แนวโน้มที่ส่งผลต่อกระทบราคา : Neutral
ข่าวนี้จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์มากกว่าปัจจัยที่จะขยับราคาคริปโตในภาพรวมโดยตรง ตัวเลขความเสียหาย 972 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกของ 2026 ยังลดลงเมื่อเทียบกับ 2.3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันเชิงลบทันที ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนควรจับตา เพราะรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนขึ้นอาจกระทบความเชื่อมั่นเฉพาะจุดได้ในระยะสั้น
แฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือกำลังหันมาใช้ AI เพื่อขยายปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ภัยคุกคามมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ และตอนนี้กลุ่มแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือคิดเป็นสัดส่วนหลักของความเสียหายจากการแฮกคริปโตทั่วโลก
ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน TRM Labs ระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือขโมยคริปโตไปประมาณ 643 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 หรือคิดเป็นประมาณ 66% ของความเสียหายจากการแฮกคริปโตทั่วโลก
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แฮกเกอร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับ DPRK กำลังมีบทบาทมากขึ้นในวงการโจมตีคริปโต โดยในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมคริปโตต้องเผชิญกับความเสียหายรวม ประมาณ 972 ล้านดอลลาร์ จากเหตุแฮกทั้งหมด 207 ครั้ง
ความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นหลัง นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบว่า Kimsuky กลุ่มแฮกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับสำนักงานข่าวกรองของเกาหลีเหนือ กำลังนำ Generative AI มาใช้สนับสนุนการโจมตี
โดยรายงานฉบับใหม่จากGenians บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์สัญชาติเกาหลีใต้ ระบุว่า กลุ่ม Kimsuky เริ่มใช้งานเครื่องมือ AI และแพลตฟอร์มโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น Ollama, GPT4All และ Mstyมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยี Retrieval-Augmented Generation (RAG)

ซึ่งที่ผ่านมา แฮกเกอร์เกาหลีเหนือมักใช้วิธีส่งอีเมลปลอม ที่แอบอ้างเป็นคนรู้จัก หรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อโจมตีคนในแวดวงการทูต มหาวิทยาลัย และความมั่นคง
โดยแฮกเกอร์จะส่งไฟล์อันตรายเข้ามาในรูปแบบของเอกสารสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารประชุมระหว่างประเทศ รายงานวิจัย หนังสือเชิญ งานจ่ายค่าตอบแทน เอกสารร่วมมือด้านการสอบสวน ตลอดจนไฟล์ทางการเงินและกฎหมาย เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อและกดเปิด
เจาะลึกเครื่องมือเทคโนโลยี และกลไกการโจมตีของกลุ่ม Kimsuky
บริษัทความปลอดภัย Genians ยังตรวจพบว่า กลุ่มแฮกเกอร์ Kimsuky ได้นำ Generative AI มาใช้สร้างเอกสารปลอมเกี่ยวกับคริปโตและการเงินที่ดูแนบเนียน ทั้งภาษา และการจัดเลย์เอาต์จนแยกจากเอกสารจริงได้ยาก

โดยพวกเขาตั้งระบบรัน AI ภายในเครื่องเอง ผ่านเครื่องมืออย่าง Ollama, GPT4All และ Msty พร้อมใช้ระบบ RAG, AI Agent รวมถึงเครื่องมือแปลงเสียงเป็นข้อความ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพึ่งพาเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดอย่าง Cursor AI ในการพัฒนาโค้ดอันตราย และซ่อนกลลวงด้วยเทคนิคอย่าง Base64 การแยกข้อความ และสคริปต์ถอดรหัสเฉพาะตัว
สำหรับรูปแบบการโจมตี มักเริ่มต้นจากการส่งไฟล์ ZIP อันตรายผ่านอีเมลหรือช่องทางอื่นๆ ซึ่งข้างในจะมีไฟล์ทางลัด (.LNK) ที่เปลี่ยนไอคอนและตั้งชื่อเนียนเป็นเอกสารทางการ เช่น รายงานวิจัย เอกสารเบิกค่าตอบแทน หรือหนังสือโต้ตอบจากสถานทูต เพื่อล่อให้เหยื่อหลงเชื่อ และกดเปิดจนเครื่องติดไวรัสในที่สุด
โดย Moon Jong-hyun หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยจาก Genians เปิดเผยว่า กลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐบาลเริ่มยกระดับการโจมตีไปอีกขั้น โดยการหันมาสร้างโมเดล AI (LLM) และพัฒนาระบบ AI ของตัวเองขึ้นมาใช้งานโดยเฉพาะ เพื่อนำมาผสานเข้ากับปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์แบบเต็มรูปแบบแล้ว
ย้อนรอยความเสียหายมหาศาล และแนวทางป้องกันรับมือ AI ในอนาคต
บริษัทความปลอดภัยบล็อกเชน CertiK ประเมินว่า แฮกเกอร์เกาหลีเหนือขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลไปได้ถึง 2.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งคิดเป็น 60% ของยอดขโมยคริปโตทั้งหมดในปีนั้น รวมถึงเหตุการณ์แฮก Bybit ที่กวาดเงินไป 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ปล้นคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
และนับตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2026 เกาหลีเหนือขโมยคริปโตสะสมไปแล้วราว 6.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 263 เหตุการณ์ที่บันทึกไว้
ซึ่ง CertiK เตือนว่า ปี 2026 จะได้เห็นการใช้ AI ใน Social Engineering มากขึ้น จึงแนะนำให้องค์กรต่าง ๆ นำระบบยืนยันตัวตนด้วยวิดีโอสัมภาษณ์แบบ Liveness-vetted, ตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด, บังคับใช้นโยบาย Zero-trust และตั้งระยะเวลาคูลดาวน์ในการถอนเงิน
แม้ภาพรวมความเสียหายจากการแฮกในช่วงต้นปี 2026 จะอยู่ที่ราว 972 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับ 2.3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 แต่รูปแบบการโจมตีกลับมีความซับซ้อนรุนแรงยิ่งขึ้น
โดยจากทั้งหมด 207 เหตุการณ์ มีถึง 125 ครั้งที่ เป็นการเจาะระบบสัญญา Smart Contract Exploits ซึ่งแฮกเกอร์ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีโจมตีจุดอ่อนของโค้ดหลายจุดพร้อม ๆ กัน แทนที่จะเจาะเพียงจุดเดียวเหมือนในอดีต
ที่มา : cryptopolitan
มุมมองผู้เขียน : ตัวเลข 66% ของความเสียหายทั่วโลกที่มาจากกลุ่มเดียวเป็นสัญญาณที่น่ากังวลไม่น้อย และแนวโน้มที่เกาหลีเหนือกำลังพัฒนา LLM ของตัวเองเพื่อใช้ในปฏิบัติการไซเบอร์โดยเฉพาะ น่าจะทำให้การหลอกลวงในลักษณะ Social Engineering ยากต่อการตรวจจับมากขึ้นเรื่อย ๆ

