สรุปข่าว
- สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศปัดตกแนวคิดเงินดิจิทัลของธนาคารกลางอย่างเด็ดขาด ชี้เป็นเครื่องมือสอดส่องและสะกดรอยตามพฤติกรรมประชาชน
- เดินหน้านโยบายเชิงรุก มุ่งดันอเมริกาขึ้นแท่นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลโลก เร่งสภาคองเกรสผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act ให้เสร็จสิ้น เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
- โดนัลด์ ทรัมป์ สมทบโรงย้ำจุดยืนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เตรียมล็อกกฎหมายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้แน่นหนา ป้องกันกลุ่มต่อต้านคริปโตเข้ามาล้มล้างในอนาคต
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
การประกาศจุดยืนไม่เอาเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยส่วนกลางหรือ CBDC ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันกฎหมายคริปโตเคอร์เรนซีฉบับเอื้อประโยชน์ ถือเป็นข่าวดีขั้นสุด เม็ดเงินทุนที่เคยหวาดระแวงการแทรกแซงจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีความเชื่อมั่นในการหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่มีวันอนุญาตให้มีการออก CBDC ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลในรูปแบบที่ออกและควบคุมโดยธนาคารกลางโดยตรง
โดยในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ระบุว่า ประเด็นเรื่อง CBDC นั้น ได้ถูกปัดตกไปจากวาระการพิจารณาอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
“รัฐบาลชุดนี้มีความชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีการออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งผมมองว่า มันคือก้าวแรกที่นำไปสู่การสะกดรอยและติดตามข้อมูลประชาชน ดังนั้นเราจึงตัดมันออกจากแผนงานเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้คือ การดึงดูดให้กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลหลั่งไหลเข้ามาดำเนินงานภายในสหรัฐอเมริกา “
เร่งสภาคองเกรสผ่านกฎหมายคริปโต
สก็อตต์ เบสเซนต์ ยังได้กล่าวถึง กฎหมาย GENIUS Act ว่าได้ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ร่างกฎหมายปรับสร้างโครงสร้างตลาดคริปโตอย่าง Clarity Act ก็กำลังได้รับแรงส่งทางนิติบัญญัติในทิศทางเดียวกัน
“พอหันไปดูพวกสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเรื่องดราม่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมันยังเป็นเหมือนยุคคาวบอยเถื่อนที่คุมไม่ได้ในต่างแดน ฉะนั้นเราต้องดึงมันเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้อง ผมเลยอยากกระตุ้นให้ทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ร่วมมือกันผลักดันกฎหมาย Clarity Act ให้เสร็จสิ้นซักที “
ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ เคยพูดไว้ตอนสัมภาษณ์รับตำแหน่งเมื่อมกราคมปี 2025 ว่า “ไม่เห็นเหตุผลความจำเป็นใดๆ” ที่สหรัฐฯ จะต้องมี CBDC เนื่องจากเทคโนโลยีนี้เหมาะสำหรับประเทศที่ไม่มีทางเลือกอื่นในการลงทุนมากกว่า
ซึ่งทางฝั่งสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันหลายราย ต่างก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิด CBDC มาโดยตลอด เนื่องจากกังวลว่า มันอาจเปิดประตูให้รัฐบาลเข้ามาสอดส่องพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินของประชาชนได้
เส้นทางกฎหมาย Clarity Act ที่ยังคงห่างไกลจากเส้นชัย
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมาย Clarity Act ที่ตั้งเป้าจะวางกฎระเบียบให้กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการการธนาคารของวุฒิสภามาเมื่อต้นเดือนนี้เอง หลังจากที่ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพราะสมาคมล็อบบี้ยิสต์ฝั่งธนาคารสหรัฐฯ กับกลุ่มหนุนคริปโตเปิดศึกถกเถียงกันเรื่องผลตอบแทนของ Stablecoin แถมยังมีประเด็นคาใจเกี่ยวกับเรื่องข้อกำหนดด้านจริยธรรมในร่างกฎหมายนี้ด้วย
ทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ก็เพิ่งออกมาย้ำจุดยืนอีกรอบว่า เขาตั้งใจจะขึ้นเป็นผู้นำในการวางกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก โดยโพสต์ลง Truth Social เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของเขาจะสร้างโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่พร้อมรับมือกับอนาคต และจะล็อกให้เป็นกฎหมายแน่นหนา ชนิดที่คนเกลียดคริปโต จะมาล้มล้างหรือแก้ไขไม่ได้อีกต่อไป
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : การเลือกตัดคู่แข่งอย่างเงินดิจิทัลของรัฐบาลออกไป ถือเป็นการเปิดทางให้เหรียญ Stablecoin และ Bitcoin เติบโตได้อย่างที่

