สรุปข่าว
- Strategy ขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC มูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการขาย BTC ครั้งแรกในรอบหลายปี
- เงินที่ได้ไม่ได้ถูกนำไปลดความเสี่ยงหรือหนีตลาดขาลง แต่ถูกใช้จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
- Michael Saylor มองว่า การขาย Bitcoin บางส่วนเป็นวิธีเปลี่ยนกำไรบนกระดาษให้กลายเป็นกระแสเงินสด และไม่ได้หมายถึงการหมดความเชื่อมั่นใน Bitcoin
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Strategy ของ Michael Saylor ตัดสินใจขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC มูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก แม้จะคิดเป็นเพียง 0.0038% ของการถือครองทั้งหมดกว่า 843,700 BTC โดยเหตุผลหลักไม่ใช่เพราะบริษัทหมดความเชื่อมั่นใน Bitcoin แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บริหารเงินทุน เพื่อนำเงินไปจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ตามที่ Saylor เคยอธิบายไว้ว่า Bitcoin ควรเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ ไม่ใช่แค่ถือสะสมเพียงอย่างเดียว ขณะที่บริษัทยังคงยืนยันจุดยืนเป็นผู้ซื้อสุทธิ (Net Buyer) ของ Bitcoin ในระยะยาว
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เมื่อ Strategy บริษัทมหาชนผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้การนำทัพของจอมสะสมอย่าง Michael Saylor ได้ยื่นเอกสาร 8-K ต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเปิดเผยว่าบริษัทได้ทำการขายบิตคอยน์ออกไปจำนวน 32 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่งผลกระตุ้นให้ราคาบิตคอยน์ร่วงดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 72,000 ดอลลาร์ในทันที
แม้ว่าความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนว่า บริษัทอาจเริ่มทยอยขายเหรียญเพิ่มอีก แต่หากย้อนกลับไปฟังบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ของ Michael Saylor ประธานกรรมการบริหาร จะพบว่าเขาได้อธิบายเหตุผลเชิงกลยุทธ์เบื้องหลังการขายครั้งนี้เอาไว้แล้วอย่างชัดเจน
Saylor ไม่ได้มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ “ห้ามขาย”
ก่อนหน้านี้ Michael Saylor เคยลั่นวาจาไว้ว่า “จะไม่มีวันขาย Bitcoin เด็ดขาด” ทำให้การขายเหรียญออกมารอบนี้ แม้จะมีปริมาณเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคลังทั้งหมด แต่ตลาดก็มองว่าเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนนโยบาย
อย่างไรก็ตาม Saylor ได้ชี้แจงว่า หากตลาดเชื่อว่าบริษัทจะไม่ขายเหรียญเลย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะไม่นับ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ ส่งผลให้คลังเหรียญมูลค่ากว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกประเมินค่าเป็นศูนย์ในแง่ของอันดับเครดิตทันที การแสดงให้เห็นว่า บริษัทสามารถขายเหรียญได้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงนี้
เขายังได้เปรียบเทียบธุรกิจของตนเองกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ว่า หากซื้อที่ดินมาในราคา 10,000 ดอลลาร์ แล้วมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ดอลลาร์ เราย่อมสามารถขายหรือปล่อยเช่าเพื่อทำกำไรได้
การที่ MicroStrategy นำบิตคอยน์ที่มีกำไรบางส่วนออกมาขายเพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ จึงเป็นเพียงการแปลงกำไรจากสินทรัพย์ มาใช้ประโยชน์เท่านั้น
นอกจากนี้เขายังย้ำว่า ต่อให้บริษัทจะขายเหรียญออกไปราว 2% ของยอดถือครองในแต่ละเดือน แต่ในเดือนเดียวกันนั้นพวกเขาก็จะซื้อกลับคืนมามากกว่าที่ขายไป 5-10 เท่า ดังนั้นในภาพรวมบริษัทจึงยังคงเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” อยู่ดี
Saylor ยังได้ตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลที่โจมตีว่า การออกหุ้นใหม่เพื่อนำเงินไปจ่ายปันผลให้หุ้นบุริมสิทธิเป็นเหมือนแชร์ลูกโซ่ โดยเขาอธิบายว่า การพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทสามารถขายบิตคอยน์เพื่อจ่ายปันผลได้โดยตรง จะช่วยแสดงให้ตลาดมั่นใจในโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ว่าไม่ได้พึ่งพาการเร่ขายหุ้นสามัญเพียงอย่างเดียว และหากมูลค่าของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุนเงินปันผล บริษัทก็แค่เจียดขายบิตคอยน์ออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่าย โดยไม่จำเป็นต้องเจือจางสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเลย
เปิดตัวเลขการขายและสถานะคลังล่าสุด
อ้างอิงจากเอกสาร 8-K ระบุว่า MicroStrategy ขายบิตคอยน์ออกไปที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ได้รับเงินสดสุทธิราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจ่ายเงินปันผลตามแผนที่วางไว้ ซึ่งการขายครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.0038% ของจำนวน 843,738 BTC ที่บริษัทมีอยู่ก่อนขายเท่านั้น
ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2026 ยอดถือครอง Bitcoin รวมของบริษัทอยู่ที่ 843,706 BTC โดยมีต้นทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 6.39 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 75,699 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ซึ่งหากคำนวณจากราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันที่เคลื่อนไหวอยู่แถว 72,150 ดอลลาร์ จะพบว่าราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยอยู่ราว 3,549 ดอลลาร์ ส่งผลให้ตัวเลขในทางบัญชีของ MicroStrategy มีการรับรู้ผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในขณะนี้
มุมมองผู้เขียน: การขาย Bitcoin ของ Strategy อาจสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อราคาในระยะสั้น แต่ตราบใดที่ Strategy ยังไม่หยุดสะสม Bitcoin และยังไม่เผชิญปัญหาทางธุรกิจร้ายแรง ช่วงเวลาที่ตลาดกำลังตีความการเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์ของบริษัทแห่งนี้ อาจกลายเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่กำลังมองหาจังหวะเข้าซื้อในราคาที่ถูกลง
ที่มา:coinpost

