bitkub-banner

รมว.คลังสหรัฐฯ เผยอิหร่านใช้คริปโตเลี่ยงคว่ำบาตร เตรียมปราบเข้ม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent เปิดเผยว่าอิหร่านได้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
  • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและบังคับใช้กฎหมายกับกิจกรรมดังกล่าว
  • นักลงทุนควรจับตาผลกระทบต่อเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวและธุรกรรมคริปโตข้ามพรมแดน หลังทิศทางกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ข่าวนี้ส่งสัญญาณว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังเพิ่มแรงกดดันด้านกฎระเบียบต่อการใช้คริปโตในลักษณะที่หลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งเป็นผลลบต่อเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวและการโอนข้ามพรมแดนโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อตลาดโดยรวมในระยะสั้นน่าจะจำกัด เนื่องจากยังไม่มีนโยบายหรือการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมออกมา

เมื่อช่วงดึกของวันที่ 3 มิ.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent เปิดเผยว่า อิหร่านได้ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ยืนยันว่ากระทรวงการคลังจะยังคงเดินหน้าติดตามและบังคับใช้กฎหมายกับกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ถ้อยแถลงนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ มองคริปโตเป็นช่องโหว่ที่ต้องปิดกั้น โดยเฉพาะในบริบทของนโยบายต่างประเทศและการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดน

ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการของเลขาธิการคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ผู้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร
ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการของเลขาธิการคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ผู้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร (ภาพจาก: @Cointelegraph)

อิหร่านกับการใช้คริปโตหลบมาตรการคว่ำบาตร

มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านครอบคลุมภาคการเงิน พลังงาน และการค้าระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน ทำให้อิหร่านถูกตัดออกจากระบบการเงินกระแสหลัก เช่น SWIFT ความสามารถในการโอนเงินและค้าขายระหว่างประเทศจึงถูกจำกัดอย่างหนัก การที่ Bessent ระบุว่าอิหร่านหันมาใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านี้ ถือว่าตรงกับที่นักวิเคราะห์และหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งเคยเตือนมาก่อน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้ดำเนินการคว่ำบาตรกระเป๋าเงินดิจิทัลและบุคคลที่เชื่อมโยงกับอิหร่านหลายรายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าหน่วยงานเหล่านี้มีการติดตามกิจกรรมบนบล็อกเชนอยู่แล้ว แต่คำประกาศของ Bessent ในครั้งนี้บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ที่จะขยายขอบเขตและความเข้มข้นของการบังคับใช้ให้มากขึ้น

ผลกระทบต่อวงการคริปโตและทิศทางกำกับดูแล

ถ้อยแถลงของ Bessent มีความสำคัญในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเขาเองเป็นที่รู้จักในฐานะรัฐมนตรีคลังที่ค่อนข้างเปิดรับต่ออุตสาหกรรมคริปโต โดย Siam Blockchain เคยรายงานถึงบทบาทของ Bessent ในการผลักดันกฎหมาย Clarity Act และการสนับสนุนให้คริปโตมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การใช้คริปโตเพื่อหลบมาตรการคว่ำบาตรเป็นประเด็นที่แยกออกจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม และรัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีเข้มงวดในเรื่องนี้มาโดยตลอดโดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดจะอยู่ในทำเนียบขาว

ในทางปฏิบัติ นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงการคลังจะกระทบต่อโปรโตคอลที่เน้นความเป็นส่วนตัวและเส้นทางการโอนเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบตัวตนเป็นหลัก ขณะที่ตลาดคริปโตกระแสหลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีห่วงโซ่ธุรกรรมที่ตรวจสอบได้บนบล็อกเชนสาธารณะน่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงน้อยกว่า

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ขุนคลังสหรัฐฯ วอนสภาผ่านกฎหมายคริปโต Clarity Act ก่อนสายเกินไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Bessent พยายามขับเคลื่อนทั้งสองด้านไปพร้อมกัน คือทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมคริปโตที่ถูกกฎหมาย และปราบปรามการใช้คริปโตเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ไม่ได้น่าแปลกใจมากนัก เพราะการที่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรพยายามใช้ช่องทางทางเลือกเพื่อเข้าถึงระบบการเงินเป็นเรื่องที่รู้กันมาหลายปีแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือท่าทีของ Bessent ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ตรงๆ ในช่วงนี้ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณทั้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและต่อวงการคริปโตว่าความใจกว้างในเรื่องกฎระเบียบมีขีดจำกัด โดยเฉพาะเมื่อคริปโตถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือว่ากระทรวงการคลังจะออกมาตรการที่เป็นรูปธรรมอะไรออกมา เช่น การคว่ำบาตรกระเป๋าเงินเพิ่มเติม หรือการบังคับให้กระดานเทรดตรวจสอบธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับอิหร่านเข้มงวดขึ้น

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI