สรุปข่าว
- David Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Bankless ประกาศขาย Ethereum (ETH) ทั้งหมดที่ถืออยู่ และย้ายเงินไปลงทุนใน VVV, NEAR, ZEC, HYPE และ LIT
- เขามองว่า ผู้คนกำลังหมดสิ้นศรัทธาในแนวคิด “ETH is money” หรือความเชื่อที่ว่า ETH จะกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินหลักของโลกบล็อกเชน
- แม้ Ethereum จะเติบโตอย่างมากในด้าน Stablecoin และการใช้งานเครือข่าย แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากกลับไหลไปสู่ Layer-2 และแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากกว่าตัวเหรียญ ETH เอง
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
David Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Bankless ประกาศขาย ETH ทั้งหมดที่ถืออยู่ ก่อนย้ายเงินไปลงทุนใน VVV, NEAR, ZEC, HYPE และ LIT โดยให้เหตุผลว่า แนวคิด “ETH is money” กำลังอ่อนแอลง เพราะแม้ Ethereum จะเติบโตอย่างมากทั้งในด้าน Layer-2 และ Stablecoin แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับไหลไปยังแอปพลิเคชันและผู้ออก Stablecoin มากกว่าเหรียญของเครือข่ายเอง ทำให้เขามองว่า Ethereum อาจกำลังชนะในฐานะแพลตฟอร์ม แต่ไม่ได้หมายความว่า ETH จะเป็นผู้ชนะในฐานะสินทรัพย์ลงทุน
David Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Bankless และหนึ่งในผู้สนับสนุน Ethereum (ETH) ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการ ประกาศขาย Ethereum ทั้งหมดที่ถืออยู่ พร้อมโยกเงินไปลงทุนใน Altcoin อีก 5 ตัว ได้แก่ VVV, NEAR, ZEC, HYPE และ LIT
Hoffman เปิดเผยว่า เงินทุนประมาณครึ่งหนึ่งจากการขาย ETH ถูกนำไปกระจายลงทุนใน VVV, NEAR, ZEC และ HYPE ส่วนอีกครึ่งหนึ่งถูกเก็บไว้เพื่อทยอยสะสม LIT เพิ่มเติมในอนาคต
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การปรับพอร์ตการลงทุน แต่เป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดย Hoffman มองว่า แนวคิด “ETH is money” หรือความเชื่อที่ว่า ETH จะกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินหลักของโลกบล็อกเชนกำลังค่อย ๆ เลือนลางหายไป
Hoffman อธิบายว่า หาก ETH ต้องการเติบโตในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง Ethereum จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะในทุกภาคส่วนของระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็น Layer-1 ซึ่งเป็นบล็อกเชนหลัก, Layer-2 หรือเครือข่ายที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วและลดค่าธรรมเนียม รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนเครือข่าย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น กลับตรงกันข้าม เพราะ Ethereum กำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งต่อมูลค่าให้กับ Layer-2 และแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากกว่าที่จะดึงมูลค่าเหล่านั้นกลับมาสู่ตัวเหรียญ ETH เอง
อีกหนึ่งประเด็นที่ Hoffman หยิบยกขึ้นมาคือ การเติบโตของ Stablecoin หรือคริปโตที่มีมูลค่าผูกกับเงินดอลลาร์บนเครือข่าย Ethereum ปัจจุบันบล็อกเชนแห่งนี้รองรับธุรกรรมชำระเงินด้วย Stablecoin มูลค่ารวมกว่า 163,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเพียงแค่ 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนว่า Ethereum กำลังประสบความสำเร็จในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก แต่ Hoffman มองว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่กลับไหลไปสนับสนุนระบบเงินดอลลาร์และผู้ออก Stablecoin มากกว่าที่จะส่งผลเชิงบวกต่อมูลค่าของ ETH โดยตรง
กล่าวอีกความหมายหนึ่งคือ Ethereum อาจจะกำลังชนะในฐานะแพลตฟอร์ม แต่ไม่ได้หมายความว่า ETH จะชนะในฐานะสินทรัพย์การลงทุนเสมอไป
การขาย ETH ทั้งหมดของ Hoffman จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการปรับพอร์ตทั่วไป เพราะเขาคือ หนึ่งในบุคคลที่ช่วยผลักดัน Narrative หรือเรื่องเล่าการลงทุนของ Ethereum มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การที่หนึ่งในผู้สนับสนุนคนสำคัญเริ่มตั้งคำถามกับแนวคิด “ETH is money” จึงกลายเป็นสัญญาณที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
มุมมองผู้เขียน: Ethereum ยังคงเป็นหนึ่งในบล็อกเชนที่แข็งแกร่งและถูกใช้งานมากที่สุดในโลก แต่ประเด็นที่นักลงทุนกำลังตั้งคำถามกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่า Ethereum จะอยู่รอดหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นแทบไม่มีใครสงสัยแล้ว สิ่งที่น่าคิดกว่าคือ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายจะไหลกลับมาสร้างมูลค่าให้กับ ETH ได้มากแค่ไหนต่างหาก
ที่มา:yahoo.finance

