สรุปข่าว
- ตลาดงานศิลปะทั่วโลกกำลังชะลอตัวลง ขณะที่ตลาด NFT ทรุดหนักจากจุดสูงสุดในปี 2021
- เม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดการ์ดสะสม โดยเฉพาะ Pokémon ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มเศรษฐีสายคริปโตและเทคโนโลยี
- เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเปลี่ยนการ์ดสะสมให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายกับคริปโตเคอร์เรนซี
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ในอดีตภาพวาดราคาแพงอาจเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่วันนี้เศรษฐีคริปโตจำนวนมากกลับหันไปสะสมการ์ด Pokémon แทน หลังตลาดศิลปะและ NFT ซบเซาลงอย่างหนัก ขณะที่ตลาดการ์ดสะสมเติบโตอย่างรวดเร็วจากแรงซื้อของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเกมและวัฒนธรรมดิจิทัล การนำการ์ดมาเชื่อมเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชนยังช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนคริปโต แม้จะยังมีความเสี่ยงเรื่องการเก็งกำไรและการปั่นราคาอยู่ก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินไม่ได้หายไปจากตลาด แต่กำลังไหลเข้าสู่สินทรัพย์หายากรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับโลกดิจิทัลมากกว่าเดิม
เมื่อก่อนถ้าคุณอยากรู้ว่าใครคือเศรษฐีตัวจริง คำตอบอาจอยู่ที่รูปภาพที่แขวนอยู่ในบ้านของเขา แต่วันนี้เศรษฐีคริปโตจำนวนไม่น้อยกลับเลือกเก็บสะสมการ์ด Pokémon มากกว่าภาพวาดราคาแพง และเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของโลกการลงทุน
Koceila Chougar จิตรกรและนักสะสมงานศิลปะ กล่าวในพอดแคสต์ On The Margin ว่า “ศิลปะมีอยู่สองประเภท มีงานระดับมาสเตอร์พีซที่หายากจริง ๆ และมีป๊อปอาร์ตที่คนจำนวนมากซื้อขายกัน แต่สำหรับผม มันเหมือนการหลอกลวง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายากเลย ผู้คนอยากสะสมมัน แต่สุดท้ายมันไม่มีมูลค่า เพราะมันมีอยู่เต็มไปหมด”

คำพูดของ Chougar ซึ่งเคยขายผลงานของตัวเองได้ในราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ อาจสะท้อนภาพของตลาดศิลปะโลกในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็อาจกำลังอธิบายถึงเหตุผลที่เม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลออกจากตลาดศิลปะแบบดั้งเดิม และมุ่งหน้าไปยังสินทรัพย์สะสมรูปแบบใหม่อย่างการ์ด Pokémon เช่นกัน
ข้อมูลจาก Art Basel และ UBS ระบุว่า ยอดขายงานศิลปะทั่วโลกลดลง 12% ในปี 2024 เหลือ 5.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายผลงานระดับไฮเอนด์ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านดอลลาร์ ร่วงลงถึง 39% สะท้อนว่าตลาดศิลปะกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาเดียวกัน ตลาด NFT ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นอนาคตของวงการศิลปะก็สูญเสียความร้อนแรงลงอย่างหนัก โดย Christie’s บริษัทประมูลศิลปะระดับโลก ได้ปิดแผนก Digital Art ลงในเดือนกันยายน 2025 หลังไม่สามารถสร้างยอดขายผ่านการประมูลบนบล็อกเชนได้โดดเด่นเหมือนในอดีต
ยุคเฟื่องฟูของ NFT ที่เคยสร้างความหวังว่าจะดึงนักสะสมรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดศิลปะ ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังยอดขายทั่วโลกร่วงจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 เหลือเพียง 23.8 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2025
คำถามสำคัญคือ แล้วเงินเหล่านั้นหายไปไหน?
คำตอบคือ มันไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดของสะสม โดยเฉพาะการ์ดเกมและการ์ด Pokémon
ข้อมูลจาก Market Decipher ระบุว่า ตลาดการ์ดของสะสมทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่ยอดขายการ์ด Pokémon บนแพลตฟอร์ม StockX พุ่งขึ้นถึง 367% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของคนรวยยุคใหม่อย่างชัดเจน เพราะกลุ่มนักลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งจากคริปโต เทคโนโลยี และ AI ไม่ได้เติบโตมากับพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีศิลปะ แต่เติบโตมากับ Game Boy, Pokémon และการ์ดสะสม พวกเขาจึงมองการ์ดเหล่านี้ไม่ต่างจากสินทรัพย์ทางเลือกประเภทหนึ่ง
ยิ่งเมื่อการ์ดของสะสมถูกนำมาเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีบล็อกเชน เรื่องราวก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น
Courtyard.io แพลตฟอร์มซื้อขายการ์ดสะสมรูปแบบใหม่ เปิดให้นักสะสมนำการ์ดที่ผ่านการรับรองจาก PSA, BGS หรือ CGC ไปเก็บไว้ในห้องนิรภัยของ Brinks ก่อนนำสิทธิความเป็นเจ้าของมาแปลงเป็น NFT บนเครือข่าย Polygon ทำให้การ์ดใบเดียวสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายกับการซื้อขายเหรียญคริปโต โดยไม่จำเป็นต้องส่งการ์ดจริงไปมาทุกครั้งที่มีการซื้อขาย
ผลลัพธ์คือยอดซื้อขายของ Courtyard เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเพียง 50,000 ดอลลาร์ต่อเดือนในช่วงต้นปี 2024 สู่ระดับ 50 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนภายในเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง
สำหรับนักลงทุนคริปโต นี่คือข้อได้เปรียบที่ตลาดศิลปะแบบดั้งเดิมไม่สามารถมอบให้ได้ นั่นคือ “สภาพคล่อง”
ภาพวาดราคา 10 ล้านดอลลาร์อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือบางครั้งหลายปีในการหาผู้ซื้อ แต่การ์ด Pokémon ที่ถูกโทเคนไนซ์สามารถเปลี่ยนมือได้ภายในไม่กี่นาทีผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน แพลตฟอร์มจำนวนมากเริ่มนำโมเดล “กล่องสุ่ม” มาใช้กับการ์ดดิจิทัล จนถูกวิจารณ์ว่า เหมือนเป็นการพนันมากกว่าการลงทุน ขณะที่ปัญหาการ์ดปลอม การปั่นราคา และการเก็งกำไร ก็ยังคงปรากฏให้เห็นไม่ต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในตลาด NFT และเหรียญมีมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การที่เศรษฐีคริปโตเลิกสะสมสินทรัพย์หายาก แต่เป็นการเปลี่ยนไปถือครองสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัลมากกว่า
คนรวยยุคก่อนสะสมภาพวาดของ Picasso เพราะเชื่อในความหายาก ส่วนคนรวยยุคคริปโตสะสมการ์ด Pokémon ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพียงแต่พวกเขาต้องการให้สินทรัพย์เหล่านั้นซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีสภาพคล่องสูง ตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้ และเชื่อมต่อกับระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ
มุมมองผู้เขียน: บางทีเหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่า ของเล่นในวัยเด็ก กำลังค่อย ๆ กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกของคนรุ่นใหม่ ขณะที่ภาพวาดบนกำแพงอาจไม่ได้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความมั่งคั่งเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ที่มา:forbes

