สรุปข่าว
- งานวิจัยใหม่จากนักวิชาการด้านการเงินสหรัฐฯ ระบุว่า การซื้อขายด้วยข้อมูลวงในในตลาด Prediction Market ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เพราะช่วยให้ราคาสะท้อนความจริงได้เร็วขึ้น
- แต่หากปล่อยให้คนวงในมีอำนาจมากเกินไป ผู้เล่นทั่วไปอาจเลิกเข้าร่วมตลาด ส่งผลให้สภาพคล่องลดลงและประสิทธิภาพของตลาดแย่ลงในระยะยาว
- ทางออกที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การแบนหรือปล่อยเสรีเต็มรูปแบบ แต่เป็นการกำกับดูแลแบบ “รักษาสมดุล” ตามประเภทของข้อมูลและระดับความเสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
งานวิจัยใหม่จาก Balbinder Singh Gill นักวิชาการด้านการเงินจาก Stevens Institute of Technology เสนอว่า ตลาดทำนายผลไม่ควรแบนการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลวงในแบบเด็ดขาด เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้ราคาสะท้อนความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ในโลกจริงได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคนวงในมีบทบาทมากเกินไป ก็อาจทำให้นักลงทุนทั่วไปหมดความเชื่อมั่นและถอนตัวออกจากตลาดจนสภาพคล่องลดลงได้ งานวิจัยจึงชี้ว่าทางออกที่เหมาะสมคือการกำกับดูแลอย่างสมดุล โดยแยกแยะระหว่างข้อมูลที่ได้จากการวิจัยอย่างถูกต้องกับข้อมูลที่มาจากการรั่วไหลหรือการเข้าถึงข้อมูลลับ พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่มีอำนาจแทรกแซงผลลัพธ์ของเหตุการณ์โดยตรง
ตลาดทำนายผลหรือ “Prediction Market” ในวงการคริปโตฯ อาจได้รับคำนิยามใหม่เกี่ยวกับการเทรดโดยใช้ข้อมูลวงใน ซึ่งปกติแล้วมักถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่นรายอื่น แต่งานวิจัยฉบับล่าสุดกลับระบุว่า หน่วยงานกำกับดูแลไม่ควรสั่งแบนการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลวงในแบบเด็ดขาด แต่ควรเลือกใช้แนวทางที่รักษาสมดุลมากกว่า
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา Balbinder Singh Gil ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก Stevens Institute of Technology ได้เผยแพร่งานวิจัย โดยพัฒนาแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เพื่อศึกษาว่า การซื้อขายด้วยข้อมูลวงในส่งผลต่อตลาดทำนายผลอย่างไร

บทคัดย่องานวิจัยของ Balbinder Singh Gill
จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีข้อมูลเชิงลึกหรือข้อมูลวงในสามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำของราคาในตลาดทำนายผลได้ เนื่องจากข้อมูลที่พวกเขานำเข้ามา ช่วยให้ราคาสะท้อนความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ในโลกจริงได้รวดเร็วขึ้น
งานวิจัยยังพบอีกว่า หากคนวงในมีบทบาทมากเกินไป ผู้เข้าร่วมทั่วไปอาจรู้สึกเสียเปรียบ และเลือกถอนตัวออกจากตลาดไป ส่งผลให้สภาพคล่องลดลงและประสิทธิภาพของตลาดในระยะยาวอ่อนแอลง
Gill อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “ความขัดแย้งในตัวเอง” เพราะพฤติกรรมเดียวกันที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำของราคาในระยะสั้น อาจกลับกลายเป็นปัจจัยที่บั่นทอนคุณภาพของตลาดในอนาคตได้
แบบจำลองของเขาพบว่า ระดับการกำกับดูแลที่เหมาะสมไม่ใช่การปล่อยเสรีเต็มรูปแบบหรือการแบนอย่างเด็ดขาด แต่เป็นจุดกึ่งกลางที่รักษาสมดุลระหว่างการไหลเวียนของข้อมูลและความเป็นธรรมของผู้เข้าร่วมตลาด
งานวิจัยยังเสนอว่า หน่วยงานกำกับดูแลควรแยกประเภทของข้อมูลวงในออกจากกัน โดยข้อมูลที่เกิดจากการวิจัย การวิเคราะห์ หรือการค้นคว้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควรได้รับข้อจำกัดน้อยกว่า เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาด
ในขณะที่ข้อมูลที่ได้จากการรั่วไหล การเข้าถึงข้อมูลลับ หรือการขโมยข้อมูล ควรถูกควบคุมและลงโทษอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ผู้ที่สามารถมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของเหตุการณ์โดยตรง เช่น นักการเมืองที่เดิมพันในผลการเลือกตั้งของตนเอง ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการบิดเบือนผลลัพธ์ และสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของตลาด
ข้อค้นพบดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำลังจับตาตลาดทำนายผลอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมาธิการ CFTC เคยออกมาเตือนเมื่อเดือนเมษายนว่า การซื้อขายโดยใช้ข้อมูลวงในอาจถูกดำเนินคดี
ในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ ได้เริ่มตรวจสอบแพลตฟอร์มอย่าง Kalshi และ Polymarket ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปั่นตลาดและการใช้ข้อมูลวงใน
Gill สรุปว่า การกำกับดูแลตลาดคาดการณ์ควรมุ่งเน้นการรักษาสมดุลมากกว่าการใช้มาตรการแบบสุดโต่ง เพราะหากออกแบบกฎเกณฑ์ได้เหมาะสมจะสามารถรักษาทั้งความแม่นยำของตลาด ความเป็นธรรมของผู้เข้าร่วม และประโยชน์โดยรวมของระบบได้พร้อมกัน
มุมมองผู้เขียน: ประเด็นนี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโตในอนาคต หากตลาด Prediction Market ยังคงเติบโตและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งมีเม็ดเงินและผู้เล่นเข้ามามากเท่าไร คำถามเรื่อง “ข้อมูลวงใน” ก็จะยิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงมากขึ้นเท่านั้น
ที่มา:coinpaper

