bitkub-banner

‘ท๊อป จิรายุส’ เผยทักษะที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุค AI จากรั้วมหาลัยฯ Harvard 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งเครือ Bitkub ได้มีการแชร์อินไซต์หลังบินไปเรียนหลักสูตรผู้บริหารที่ Harvard Business School ถึงทักษะที่จำเป็นในยุค AI
  • ปัจจุบันทักษะที่มีมูลค่าและขาดแคลนที่สุดคือ ความเชื่อใจ ซึ่งสร้างขึ้นจาก 3 เสาหลักได้แก่ ตรรกะ, ความเห็นอกเห็นใจ และ ความเป็นตัวของตัวเอง ขาดสิ่งใดไปไม่ได้
  • หากองค์กรสร้างความเชื่อใจจากภายในได้ ปัญหาความขัดแย้งและความเครียดจะลดลงอย่างมหาศาล

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้ง  Bitkub ได้ขึ้นเวทีแชร์ประสบการณ์สุดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจาก Harvard โดยชี้ว่าความเชื่อใจ คือทักษะที่มีมูลค่าสูงสุดและขาดแคลนที่สุดในยุค AI ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ ตรรกะ, ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง โดยการสร้างความเชื่อใจให้หยั่งรากลึกนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้งภายในและนำพาองค์กรให้อยู่รอดได้อย่างโดดเด่นในโลกอนาคต

วันนี้ ทางสยามบล็อกเชนได้เก็บตกอินไซต์เด็ดๆ จากงานสัมมนาใหญ่แห่งปีอย่าง Marketing Oops Summit 2026 มาฝากกัน โดยหนึ่งในไฮไลต์ช่วงบ่ายที่ผู้ฟังต่างรอคอย คือการขึ้นเวทีของคุณท๊อป – จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งเครือ Bitkub ที่นำวิชาความรู้สดๆ ร้อนๆ จากการบินไปเข้าเรียนหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงที่ Harvard Business School นานถึง 3 สัปดาห์ มาย่อยและแชร์ให้คนไทยฟังแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

คุณท๊อปเปิดประเด็นอย่างน่าสนใจว่า ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีอย่าง AI ก้าวล้ำไปไกลและทุกอย่างหมุนเร็วมาก เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ความไม่แน่นอน” ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเอาคำนี้ไปเหมารวมกับคำว่า “ความเสี่ยง” ทั้งที่จริงแล้วสองคำนี้มีความหมายต่างกันคนละขั้ว 

ในมุมมองของธุรกิจ ความเสี่ยงคือเรื่องแง่ลบที่เราพอจะคำนวณและคาดเดาโอกาสเกิดได้ แต่ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย และที่สำคัญ มันสามารถออกหน้าได้ทั้งบวกและลบ ผู้นำในยุคนี้จึงต้องมีสกิลที่เรียกว่า “Ability to Reframe” หรือความสามารถในการพลิกมุมมอง เปลี่ยนปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาให้กลายเป็นโอกาสเชิงบวกให้ได้ และต้องพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา 

ยามเมื่อเกิดความผันผวน ทีมมักจะตกอยู่ในสภาวะช็อกกะทันหันและรู้สึกไม่มั่นคง ผู้นำต้องมีทักษะในการพลิกสถานการณ์และหาเหตุผลมาเป็น จุดยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ทีมงานได้มีเป้าหมายร่วมกันต่อไป ซึ่งสามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างกิจวัตรเป็นประจำและมีส่วนร่วมกับทีม

คุณท๊อปได้หยิบยก “ทฤษฎีพนักงานเปิดประตู” มาอธิบายได้อย่างเห็นภาพว่า บางครั้งการทำธุรกิจเราก็ไม่จำเป็นต้องหมกมุ่นกับคำว่า “ประสิทธิภาพสูงสุด” จนลืมความเป็นมนุษย์ไปเสียหมด 

จริงอยู่ว่าประตูอัตโนมัติมันทำงานได้มีประสิทธิภาพและประหยัดกว่า แต่การมีพนักงานมายืนยิ้มทักทายและเปิดประตูให้ มันคือ การสร้างคุณค่าและความประทับใจที่ระบบอัตโนมัติทำแทนไม่ได้ ผู้นำที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่น รู้จักสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกน้อง และที่สำคัญคือต้องเป็นคนสุดท้ายที่พูด เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานกล้าแสดงความคิดเห็นและเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ 

“ความเชื่อใจ” สกิลที่แพงและหายากที่สุดในยุค AI 

เมื่อมาถึงคำถามที่ว่า ทักษะอะไรที่มีมูลค่าและขาดแคลนที่สุดในยุคนี้? คำตอบไม่ใช่การเขียนโค้ด หรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่คุณท๊อปเฉลยว่ามันคือ “ความเชื่อใจ”  

คุณท๊อปอธิบายว่า ในวันที่ AI สามารถลอกเลียนแบบการทำงานของมนุษย์ได้แทบทุกอย่าง สิ่งเดียวที่จักรกลก๊อปปี้ไม่ได้คือ ความเชื่อใจ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อใจระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ซึ่งจากสูตรของฮาร์วาร์ด ความเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามี 3 เสาหลักที่แข็งแรง ได้แก่ ตรรกะ (Logic), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และ ความเป็นตัวของตัวเอง (Authenticity) 

หากคุณเป็นคนเก่งแต่ขาดความเห็นอกเห็นใจคุณก็จะไม่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน ถ้าคุณเข้าใจคนอื่นแต่ไม่เป็นตัวของตนเองคุณก็ไม่น่าไว้ใจ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมปัจจัยทั้ง 3 ถึงเชื่อมโยงกันและต้องมีพร้อม โดย คุณท๊อป เอ่ยว่ามนุษย์ทุกคนจะมีจุดแข็ง 1 ใน 3 ปัจจัยนี้กันทุกคน และวิธีที่จะแก้จุดอ่อนของเรานั้นก็ง่ายแสนง่าย

คนที่ขาดตรรกะที่ดี ต้องหมั่นปรับปรุงทักษะการสื่อสารอย่าแต่งเรื่องที่ไม่ชำนาญจริงอย่าคาดเดาคำตอบ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรปรับวิธีการสื่อสารให้กระชับ โดยบอกผลลัพธ์หรือข้อสรุปให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยอธิบายเหตุผลตามหลัง เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไว้ไม่ให้หลุดลอยไประหว่างทาง

ส่วนคนที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนเก่ง หัวไว แต่มักจะหงุดหงิดเวลาต้องนั่งประชุมนานๆ ซึ่งอาการรำคาญที่แสดงออกมาระหว่างประชุมไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่จะทำลายความเชื่อใจในทีม วิธีแก้คือ คนกลุ่มนี้ต้องตั้งวาระการประชุมให้ชัดเจนแต่ต้น และใช้คำถามเพื่อควบคุมทิศทางของการประชุมให้ไปสู่ข้อสรุปที่เราทราบดีอยู่แล้ว แทนที่จะใช้อารมณ์หรือรีบตัดจบ

ในขณะที่คนที่ขาดความเป็นตัวของตัวเอง จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือแสดงตัวตนออกมา คุณท๊อประบุว่า อาจารย์ของเขาแนะนำให้ลองพกของชิ้นเล็กๆ ที่มีความหมายจากวัยเด็กติดตัวไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้จดจำถึงตัวตนที่แท้จริงอยู่ตลอด

คุณท๊อปเน้นย้ำว่า ความเชื่อใจเป็นทักษะที่สามารถฝึกกันได้ และต่อให้ความเชื่อใจนั้นเคยพังทลายไปแล้วก็ยังสามารถกลับมามีได้หากได้รับการฝึกฝนที่เหมาะสม

ในช่วงท้าย คุณท๊อปได้สรุปเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า  หากองค์กรสามารถสร้าง ความเชื่อใจให้หยั่งรากลึกจากภายในได้สำเร็จ ปัญหาความขัดแย้ง ความเครียดของพนักงาน และปัญหาอื่นๆ จะลดลงอย่างมหาศาล เพราะสุดท้ายแล้วในโลกอนาคตที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว องค์กรที่จะอยู่รอดและโดดเด่นได้ คือองค์กรที่มีพื้นฐานความเชื่อใจอันแข็งแกร่งนั่นเอง