bitkub-banner

รายงานเผย คนอเมริกันแอบเดิมพันตลาดทำนายผลนอกประเทศสูงถึง $3.4 หมื่นล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • รายงานวิจัยฉบับใหม่จากบริษัทที่ปรึกษา Crane Zeng เผยข้อมูลว่า ชาวอเมริกันแอบใช้ VPN หลบเลี่ยงระบบปิดกั้นพื้นที่ เพื่อไปเดิมพันในตลาดทำนายผลนอกประเทศอย่าง Polymarket และ Myriad Markets คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 11,000-34,000 ล้านดอลลาร์
  • ข้อมูลจาก Dune Analytics พบปริมาณซื้อขายบน Polymarket มาจากผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา ถึง 30% คาดเม็ดเงินตลาดเดิมพันชาวอเมริกันบนเว็บนอกประเทศอาจพุ่งทะยานแตะ 133,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี  2030
  • สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ Bernstein ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรม Prediction Market มีศักยภาพเติบโตจนมีมูลค่าซื้อขายรวมกันทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ขณะที่ฝั่งตลาดถูกกฎหมายในอเมริกา กำลังเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish

ตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มตลาดทำนายผล สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณความต้องการใช้งานบล็อกเชน และเหรียญ stablecoin อย่างหนาแน่น กระตุ้นการทำธุรกรรมบนเครือข่ายเลเยอร์ต่างๆ ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยนี้เป็นแรงส่งเชิงบวกที่จะช่วยผลักดันราคาเหรียญในเครือข่ายหลักและระบบนิเวศโดยรวมให้ขยับตัวขึ้น

แม้แพลตฟอร์มการทำนายผล (Prediction Market) อย่าง Polymarket และ Myriad Markets จะบล็อกผู้ใช้งานจากสหรัฐฯ แต่รายงานฉบับใหม่จากบริษัทที่ปรึกษา Crane Zeng ระบุว่า ชาวอเมริกันยังคงหาทางเข้าไปใช้งาน จนสร้างมูลค่าการเดิมพันรวมสูงถึง 11,000-34,000 ล้านดอลลาร์

Polymarket ซึ่งเป็นตลาดทำนายผลที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Kalshi มีสัดส่วนการซื้อขายจากผู้ใช้งานชาวอเมริกันประมาณ 11,000-27,000 ล้านดอลลาร์ แม้รายงานระบุว่า นี่เป็นเพียงการประเมินที่ “ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม”

หากแนวโน้มยังเป็นแบบนี้ต่อไป ทางบริษัทที่ปรึกษา Crane Zeng คาดว่า ภายในปี 2030 ปริมาณการเดิมพันในตลาดทำนายผลของชาวอเมริกันบนแพลตฟอร์มนอกประเทศ อาจพุ่งแตะ 133,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาด Prediction Market ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีผู้นำตลาดอย่าง Kalshi และ Polymarket  ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ เปิดให้ผู้ใช้งาน สามารถเดิมพันแบบ “ใช่หรือไม่ใช่” กับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเมือง, เศรษฐกิจ,กีฬา,บันเทิง โดยแนวคิดคือ ราคาตลาดจะสะท้อนความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ เพราะผู้ใช้งานต้องใช้เงินจริงในการเดิมพัน

บริษัทวิเคราะห์ Bernstein ยังเคยประเมินว่า ตลาด Prediction Market อาจเติบโตจนมีมูลค่าซื้อขายรวมถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030

Polymarket เคยโดนแบนในสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปในปี 2020 Polymarket ได้เปิดตัวบนบล็อกเชน Polygon แต่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สั่งห้ามให้บริการในปี 2022 หลังจากพบว่า มีการเปิดให้ชาวอเมริกันใช้งานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ต่อมา Kalshi สามารถชนะคดีต่อหน่วยงานกำกับดูแล และทำให้ตลาด Prediction Market ในสหรัฐฯ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น

ส่วน Polymarket ก็ได้รับไฟเขียว ให้สามารถกลับเข้ามาดำเนินการในสหรัฐฯ ผ่านบริษัทลูก หลังเข้าซื้อกิจการตลาดอนุพันธ์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่าง QCEX

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มเวอร์ชันนานาชาติของ Polymarket ที่ยังไม่มีใบอนุญาตจาก CFTC ก็ยังถือว่า ห้ามให้บริการในสหรัฐฯ อยู่

คนอเมริกันแอบใช้งานในตลาดทำนายผลด้วย VPN

รายงานระบุว่า มีข่าวลือมานานแล้วว่า ชาวอเมริกันใช้ VPN เพื่อเข้าใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ โดยข้อมูลระบุว่า ในปี 2024 ตลาดนอกสหรัฐฯ มีสัดส่วนการใช้งานถึง 84.4% ของปริมาณซื้อขายทั้งหมด และปี 2025 ก็ลดลงเหลือ 60.9% แต่ขนาดตลาดรวม กลับโตขึ้นเกือบ 4 เท่า

บริษัทที่ปรึกษา Crane Zeng ยังระบุอีกว่า ตลาดที่ไม่มีการตรวจสอบตัวตน (KYC) โดยใช้กระเป๋าคริปโต นั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก โดยเฉพาะแพลตฟอร์มบนบล็อกเชน เช่น Polymarket, Opinion, Limitless, Overtime, Predict และแพลตฟอร์มขนาดเล็กอื่น ๆ เพราะผู้ใช้สามารถเทรดได้แบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตนมากนัก

รายงานประเมินว่า 12.5%-31.5% ของการเดิมพัน จากชาวอเมริกันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มนอกประเทศ และราว 30% ของปริมาณเทรดบน Polymarket มาจากผู้ใช้ในสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อ้างอิงจากสถิติของ Dune Analytics

แม้ตลาดนอกประเทศมีขนาดใหญ่กว่า แต่แพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตในสหรัฐฯ ก็เริ่มตีตื้นขึ้นมาได้

 โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับของ CFTC เช่น Kalshi, Crypto.com, IBKR ForecastEx และ Gemini มีปริมาณซื้อขายรวมประมาณ 74,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แพลตฟอร์มนอกประเทศมีปริมาณรวมประมาณ 85,000 ล้านดอลลาร์  ทำให้ส่วนแบ่งของตลาดนอกประเทศลดลงเหลือ 54% จาก 84% ในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดที่ถูกกฎหมายในสหรัฐฯ กำลังเติบโต และแย่งส่วนแบ่งกลับมาได้มากขึ้น

ที่มา :  theblock


มุมมองผู้เขียน : ถ้าความต้องการของตลาดมีอยู่จริง การแบนไม่ช่วยอะไร แต่การดึงเข้ามาอยู่ในระบบและกำกับดูแลให้ถูกวิธีเท่านั้นที่จะเป็นทางออกที่แท้จริง