สรุปข่าว
- หุ้น SanDisk Corporation สร้างสถิติสะท้านโลกหลัง ดัชนี RSI รายเดือนพุ่งทะยานแตะระดับ 99 ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์แบบไม่เคยมีหุ้นตัวไหนในตลาดหลักทรัพย์ทำได้มาก่อน
- ราคาหุ้นขยับขึ้นกว่า 780% ตั้งแต่ต้นปี 2026 และทะยานเกิน 5,400% นับตั้งแต่แยกตัวออกจากWestern Digital รับอานิสงส์เมกะเทรนด์โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ AI ดันรายได้บริษัทเติบโตถึง 251% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- นักวิเคราะห์สายดั้งเดิมเริ่มเปรียบเทียบพฤติกรรมราคากับวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม หวั่นความร้อนแรงเกินกรอบสถิติ อาจกลายเป็นกับดักฟองสบู่ที่เสี่ยงแตกและดึงสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์อื่นๆ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
การพุ่งขึ้นของดัชนี RSI ที่แตะระดับ 99 ของหุ้นผู้นำเทคโนโลยีการจัดข้อมูลเอไอ ถือเป็นสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตของภาวะซื้อมากเกินไปในระดับสูงสุดตามทฤษฎีการเงิน ทิศทางความร้อนแรงที่วิ่งเกินปัจจัยพื้นฐานไปไกลมักจะจบลงด้วยการปรับฐานครั้งใหญ่เพื่อลดความตึงตัว
หุ้นของ SanDisk Corporation กำลังสร้างความฮือฮาในตลาด หลังค่า RSI (Relative Strength Index) รายเดือนพุ่งทะลุ 99 ซึ่งนักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง Lark Davis ระบุว่า เป็นระดับที่ไม่เคยมีหุ้นตัวไหนในตลาดหลักทรัพย์ทำได้มาก่อน
การพุ่งขึ้นของ RSI เกิดขึ้นหลังจากราคาหุ้น SNDK ทะยานกว่า 780% ตั้งแต่ต้นปี 2026 และเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,400% นับตั้งแต่แยกตัวออกจาก Western Digital ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025
ปัจจุบัน ราคาหุ้นซื้อขายอยู่แถว 2,138 ดอลลาร์ เทียบกับราคาเริ่มต้นซื้อขายวันแรกอย่างเป็นทางการที่ประมาณ 38.50 ดอลลาร์
หลังแยกตัวจาก Western Digital บริษัทกลายเป็นผู้เล่นที่เน้นธุรกิจ NAND Flash, SSD (Solid State Drive), ระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับ AI Data Center
ซึ่งจากกระแสการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่เร่งสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการ SSD ระดับองค์กรพุ่งสูงมาก
โดยรายงานผลประกอบการล่าสุดของ SanDisk แสดงให้เห็นว่า รายได้ของบริษัทเติบโตถึง 251% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ดัชนี RSI เป็นเครื่องมือวัดแรงซื้อและแรงขายของสินทรัพย์ โดยทั่วไป RSI มากกว่า 70 คือ สินทรัพย์เริ่มเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป หาก RSI มากกว่า 80 สินทรัพย์มีความร้อนแรงจนผิดปกติ และ RSI ที่มากกว่า 90 เป็นสัญญาณที่พบได้ยากมาก
แต่กรณีของ SanDisk ที่ RSI แตะ 99 ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่ากรอบการวิเคราะห์ทางเทคนิคปกติจะตีความได้ หรือพูดง่าย ๆ คือแรงซื้อมีมากจนแทบไม่มีแรงขายมาต้านเลย
ความร้อนแรงของ SNDK ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอมช่วงปี 2000
โดยมีความกังวลว่า ราคาหุ้นอาจวิ่งเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน , การใช้จ่ายด้าน AI อาจถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังมากกว่ากำไรจริง และบริษัท Cloud หลายแห่งอาจกำลังซื้อบริการจากกันเองจนดูเหมือนรายได้เติบโตต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ Ray Dalio ก็เคยเตือนว่า ความร้อนแรงของ AI อาจสร้างความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในอนาคต หากนักลงทุนต้องรีบขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินไปชำระหนี้
แต่นักลงทุนที่มองบวกเชื่อว่า การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมองว่า AI ต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล, โมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องเข้าถึงข้อมูลด้วยความเร็วสูง รวมทั้ง NAND และ SSD ยังเป็นเทคโนโลยีหลักที่รองรับความต้องการนี้ได้ดีที่สุด
ยกตัวอย่างหุ้น AI หลายตัวในปี 2026 เช่น Advanced Micro Devices และ Intel ที่เคยมี RSI สูงผิดปกติเช่นกัน แต่ราคายังคงขึ้นต่ออีกระยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มชะลอตัว
ในอดีตมีหุ้น AI บางตัวที่เคยพุ่งขึ้นกว่า 5,100% แต่หลังจากนั้น ราคาก็ปรับฐานลงประมาณ 35%
ดังนั้นคำถามสำคัญตอนนี้คือ SanDisk จะเป็นการเติบโตระยะยาวจากความต้องการ AI จริง หรือกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ที่อาจแตกในอนาคต?
ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่า บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงลงทุนสร้าง Data Center และระบบ AI อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 หรือไม่
ที่มา : beincrypto
มุมมองผู้เขียน : นี่คือบททดสอบสำคัญว่า กระแส AI และการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มหาศาลนี้ เกิดจากความต้องการใช้งานจริงในระยะยาว หรือเป็นเพียงฟองสบู่ที่บิ๊กเทคแห่ซื้อตามๆ กัน

