สรุปข่าว
- DSI ขยายผลจับกุมเหมืองคริปโตเถื่อนลักลอบใช้ไฟ พบเบื้องหลังคือเครือข่าย “ทุนจีนสีเทา” ใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันข้ามชาติ
- เงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี มีเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวเพียบ แถม U.S. Secret Service ยังชี้เป้าตัวการใหญ่ที่โกงสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก
- DSI ลั่น คดีเหมืองเถื่อนไม่ใช่แค่ขโมยไฟอีกต่อไป แต่เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ล่าสุดออกหมายจับแล้ว 8 ราย เตรียมฟันเพิ่มอีกเพียบ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยกระดับการกวาดล้างเหมืองคริปโตเถื่อนจากคดีลักลอบใช้ไฟฟ้า ก่อนขยายผลไปเจอเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่โยงทั้งฟอกเงิน เว็บพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมออกหมายจับแล้ว 8 ราย หลังพบเงินหมุนเวียนในขบวนการกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยในปี 2568 ยังทลายเครือข่ายใหญ่ได้ 3 กลุ่ม ยึดเครื่องขุดกว่า 6,390 เครื่อง และพบความเสียหายค่าไฟกว่า 953 ล้านบาท การสืบสวนยังลากไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน จนส่ง ป.ป.ช. แล้ว 2 คดี รวมผู้เกี่ยวข้องกว่า 20 ราย DSI มองคดีนี้ไม่ใช่แค่ลักไฟ แต่เป็นโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้คริปโตเป็นเครื่องมือฟอกเงินและเคลื่อนย้ายทุนผิดกฎหมาย
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ยกระดับปฏิบัติการกวาดล้างการลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดคริปโตเถื่อน จนสามารถขยายผลสาวไปถึงต้นตอสำคัญ นั่นคือเครือข่าย “ทุนจีนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งขบวนการฟอกเงิน เว็บพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 8 ราย หลังพบหลักฐานเส้นทางการเงินสะพัดในขบวนการนี้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
DSI เปิดเผยว่า ในปี 2568 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศสามารถทลายเครือข่ายเหมืองขุดคริปโตรายใหญ่ได้ 3 เครือข่าย ตรวจยึดเครื่องขุดกว่า 6,390 เครื่อง และพบความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมากกว่า 953 ล้านบาท
การสืบสวนยังพบหลักฐานเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐบางรายที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กระทำผิด จึงส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว 2 คดี ครอบคลุมเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า 7 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 1 ราย และกลุ่มนายทุนกับผู้ร่วมขบวนการอีก 13 ราย
นอกจากนี้ DSI ยังขยายผลไปถึงเครือข่ายทุนชาวจีนที่ทำหน้าที่บริหารเส้นทางการเงินในประเทศไทย โดยพบความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายพนันออนไลน์ข้ามชาติ
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ามีการใช้บุคคลสัญชาติเมียนมาถอนเงินสดจากสถาบันการเงินภายในประเทศวันละประมาณ 30-50 ล้านบาท ขณะที่ธุรกรรมของบัญชีและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าหมุนเวียนรวมไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
DSI ยังได้รับข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ระบุว่า หวัง หยี่เฉิง หนึ่งในบุคคลสำคัญของเครือข่าย เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงสินทรัพย์ดิจิทัล โดย U.S. Secret Service ตรวจยึดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องมูลค่ากว่า 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน DSI ออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 8 ราย แบ่งเป็นนายทุนชาวจีน 4 ราย และทีมงานชาวเมียนมา 4 ราย พร้อมอยู่ระหว่างขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีก 7 ราย และเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 5 ราย ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษดำเนินคดีตามกฎหมาย
DSI ระบุว่า การลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดคริปโตไม่ใช่เพียงคดีลักทรัพย์หรือหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้า แต่เป็นกลไกที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติใช้สร้างรายได้ ฟอกเงิน และสนับสนุนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ
มุมมองผู้เขียน: คดีนี้กำลังสะท้อนภาพให้เห็นว่า “เหมืองคริปโตเถื่อน” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการลักลอบใช้ไฟฟ้า แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจสีเทาข้ามชาติที่ต้องปราบปรามให้หมดไป
