สรุปข่าว
- ตลาดคริปโตเตรียมรับแรงกระแทกจาก 2 อีเวนต์ใหญ่ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และสัญญาออปชันหมดอายุมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้
- ปัจจุบันเฟดแทบจะปิดประตูการลดดอกเบี้ยในปี 2026 หากตัวเลข PCE รอบนี้ยังสูงต่อ อาจกดดันให้ราคา Bitcoin ร่วงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่ 60,000 ดอลลาร์
- สัญญาออปชันกว่า 80% อยู่ในสถานะขาดทุน โดยมีจุด Max Pain ที่ 74,000 ดอลลาร์ การปรับพอร์ตของดีลเลอร์จะเป็นตัวเร่งให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงทะลุกรอบได้ทุกเมื่อ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
นักลงทุนคริปโตฯ กำลังจับตาการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และการหมดอายุของสัญญาออปชัน Bitcoin และ Ethereum มูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์บน Deribit ซึ่งอาจเร่งให้ราคาเหวี่ยงแรงกว่าปกติ หากเงินเฟ้อออกมาสูง ตลาดอาจลดความหวังในการลดดอกเบี้ยของเฟด และกดดันให้ Bitcoin กลับไปทดสอบโซน 60,000 ดอลลาร์ แต่หากตัวเลขต่ำกว่าคาด ก็อาจเป็นแรงหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวได้ ขณะเดียวกัน การทำ Hedging ของผู้ดูแลสภาพคล่องในช่วงออปชันหมดอายุอาจยิ่งเพิ่มความผันผวน ทำให้ปลายสัปดาห์นี้กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรละสายตาจากตลาด
Bitcoin กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดของปี 2026 เพราะภายใน 48 ชั่วโมงชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญ 2 เรื่องที่อาจกำหนดทิศทางราคาครั้งใหม่
เหตุการณ์แรกคือ การประกาศดัชนีเงินเฟ้อ PCE หรือดัชนีเงินเฟ้อส่วนบุคคลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งจะประกาศในวันพฤหัสบดี เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย
จากนั้นวันต่อมา ตลาดจะเข้าสู่เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งคือ การหมดอายุของสัญญาออปชันบนกระดาน Deribit มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ เวลา 15:00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งถือเป็นการปิดสถานะสัญญารายไตรมาสรอบใหญ่ที่สุดของปี
ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่บริเวณ 62,500 ดอลลาร์ หลังเผชิญเดือนมิถุนายนที่ผันผวนอย่างหนัก โดยราคาหลุดต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนฟื้นตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 62,000-67,000 ดอลลาร์

นักวิเคราะห์มองว่า หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ออปชันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กำลังจะหมดอายุพร้อมกัน อาจทำให้แรงซื้อขายเพื่อ Hedging หรือการซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงของผู้ดูแลสภาพคล่องขยายความผันผวนของราคาให้รุนแรงกว่าปกติ
เงินเฟ้อ PCE ยังเป็นตัวแปรสำคัญ
ตลาดคริปโตกำลังจับตามองตัวเลข PCE รอบเดือนพฤษภาคมอย่างใกล้ชิด หลังรายงานเดือนเมษายนสะท้อนว่า แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดย Headline PCE เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงขึ้นเกือบสองเท่าของเป้าหมาย 2% ของเฟด ขณะที่ Core PCE อยู่ที่ 3.3% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังตัวเลข PPI หรือดัชนีราคาผู้ผลิตล่าสุด พุ่งขึ้นถึง 6.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 โดยมีต้นทุนด้านพลังงานจากความขัดแย้งในอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญ และมักส่งผ่านมายังเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภคในเวลาต่อมา
เฟดจึงยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธานเฟดคนปัจจุบัน คณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% พร้อมตัดข้อความที่เคยส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายออก และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE สิ้นปีจาก 2.7% เป็น 3.6%
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ตลาดแทบไม่คาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในปี 2026 อีกต่อไป ขณะที่โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 85% หลังดัชนี CPI เดือนพฤษภาคมแตะ 4.2% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีพุ่งขึ้นสู่ 4.22% และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี
สำหรับตลาดคริปโต หากตัวเลข PCE ยังอยู่ในระดับสูง นั่นหมายความว่า เงินเฟ้อยังไม่ลดลงมากพอ ส่งผลให้ Fed มีแนวโน้ม คงดอกเบี้ยสูงต่อไป หรืออาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งมักเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
ในทางกลับกัน หากตัว PCE ชะลอตัวลง ตลาดจะกลับมาคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนกลับเข้าสู่ภาวที่นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin มากขึ้น
ทำไม “วันหมดอายุออปชัน” ถึงทำให้ราคาผันผวน?
อีกปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาคือ การหมดอายุของสัญญาออปชั่น ของ Bitcoin และ Ethereum บนกระดานเทรด Deribit ในวันศุกร์นี้ ซึ่งถือเป็นรอบการชำระราคาสัญญารายไตรมาสที่มีมูลค่าสูงที่สุดของปี 2026
ข้อมูลจาก Deribit ระบุว่า Open Interest หรือ จำนวนสัญญาออปชันที่นักลงทุนยังถือสถานะค้างอยู่ในตลาด กว่า 80% อยู่ในภาวะ Out of the Money หมายถึง ราคาของ Bitcoin ในปัจจุบันไม่ได้เคลื่อนไหวไปถึงระดับที่ผู้ถือสัญญาคาดหวังไว้ ทำให้สัญญาเหล่านี้มีโอกาสหมดอายุโดยแทบไม่มีมูลค่า

ขณะเดียวกัน ระดับ Max Pain หรือจุดราคาที่ผู้ซื้อออปชันจะขาดทุนรวมมากที่สุดเมื่อสัญญาหมดอายุอยู่บริเวณ 74,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าราคา Bitcoin ในปัจจุบันประมาณ 15% สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ห่างจากระดับราคาที่สร้างความเสียหายสูงสุดให้กับฝั่งผู้ซื้อออปชั่น
หากดูจากโครงสร้างของสัญญาออปชันจะพบว่า โซน 60,000 ดอลลาร์ มี Put Option กระจุกตัวอยู่จำนวนมาก จึงถูกมองว่าเป็นแนวรับสำคัญของตลาด ขณะที่บริเวณ 80,000 ดอลลาร์ มี Call Option สะสมอยู่หนาแน่นที่สุด จึงกลายเป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น โดยปัจจุบันตลาดมีอัตราส่วน Put-to-Call Ratio อยู่ที่ 0.87
เมื่อสัญญาเหล่านี้ ใกล้หมดอายุ ผู้ดูแลสภาพคล่องหรือดีลเลอร์ ซึ่งเป็นผู้รับอีกฝั่งของสัญญาจำเป็นต้องทำ Hedging หรือการซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยง ผ่านทั้งตลาด Spot และ Futures เพื่อรักษาสมดุลของพอร์ตการลงทุน
กระบวนการ Hedging อาจส่งผลให้ราคา Bitcoin ถูกดึงเข้าใกล้ Strike Price หรือระดับราคาใช้สิทธิ ที่มีสัญญากระจุกตัวอยู่จำนวนมาก แต่หากราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญออกไป แรงซื้อขายจากการป้องกันความเสี่ยงก็อาจยิ่งเร่งให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นในช่วงก่อนและหลังการหมดอายุของสัญญา

ตลาดคริปโตเผชิญ 2 ความเป็นไปได้สำคัญ
หากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด แรงกดดันจากการคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจกดดันให้ Bitcoin ร่วงลงทดสอบบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ พร้อมบังคับให้ดีลเลอร์เร่งทำ Hedging เพิ่มเติม ซึ่งอาจเร่งแรงขายให้รุนแรงขึ้น
แต่หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดอาจเกิดแรงซื้อที่สามารถผลักดัน Bitcoin ให้ฟื้นตัวได้ โดยมีระดับ Max Pain ที่ 74,000 ดอลลาร์ และกำแพง Call Option บริเวณ 80,000 ดอลลาร์ เป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น
ขณะเดียวกันอัตรา Funding Rate ของตลาด Perpetual Futures ยังคงเป็นบวกเล็กน้อย สะท้อนว่า การใช้เลเวอเรจยังไม่สูงมาก ทำให้ตลาดยังเปิดโอกาสเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง หากมีปัจจัยที่สร้างความประหลาดใจเข้ามา
ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 62,569 ดอลลาร์ ลดลง 2.47% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

มุมมองผู้เขียน: การประกาศตัวเลข PCE ในวันพฤหัสบดีจะเป็นตัวกำหนดมุมมองด้านเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่การหมดอายุของสัญญาออปชันในวันศุกร์จะเป็นตัวเร่งหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของราคา ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ซึ่งมีสภาพคล่องบางกว่าปกติ และอาจขยายความผันผวนให้ยืดเยื้อต่อไป
ที่มา: cryptoslate

