สรุปข่าว
- ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมออกมาตรการกำหนดให้ผู้ที่ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องยืนยันแหล่งที่มาของเงิน โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 พร้อมร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อติดตามธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมุ่งตรวจสอบผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนย้ายเงิน ไม่ใช่ตัว Stablecoin
- ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน USDT คิดเป็น 52% ของมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในประเทศไทย และกว่า 40% ของผู้ขาย USDT เป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลที่หน่วยงานกำกับดูแลกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
- ธปท. ระบุว่า มาตรการตรวจสอบการถอนเงินสดวงเงินสูงที่เริ่มใช้ก่อนหน้านี้ ช่วยให้ยอดถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% จึงเตรียมขยายมาตรการมายังฝั่งการฝากเงินเพิ่มเติม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
มาตรการดังกล่าวอาจทำให้การเคลื่อนย้ายเงินผ่าน USDT ในประเทศมีขั้นตอนมากขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายของตลาดไทยชะลอลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวถือเป็นการเพิ่มมาตรฐานการกำกับดูแลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ USDT หลังพบว่า Stablecoin ดังกล่าวมีสัดส่วนถึง 52% ของมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในประเทศไทย และกว่า 40% ของผู้ขายเป็นนักลงทุนต่างชาติ ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเตรียมออกมาตรการใหม่ที่กำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน พร้อมประสานงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
ทำไม ธปท. จึงจับตา USDT เป็นพิเศษ
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า สิ่งที่หน่วยงานกังวลไม่ใช่ตัว USDT แต่เป็นการนำ Stablecoin มาใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่ระบบการเงินไทย โดยเฉพาะธุรกรรมจากผู้ลงทุนต่างชาติ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “หากเป็นชาวสิงคโปร์ ทำไมจึงเลือกนำ USDT มาซื้อขายในประเทศไทย” จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องแสดงที่มาของเงิน
มาตรการใหม่กำหนดให้ผู้ที่ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชี้แจงและแสดงเอกสารยืนยันแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากมาตรการตรวจสอบการถอนเงินสดวงเงินสูงที่เริ่มใช้ไปก่อนหน้านี้ โดย ธปท. เปิดเผยว่าหลังเริ่มใช้มาตรการดังกล่าว ยอดถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% จึงเห็นว่าควรขยายมาตรการมายังฝั่งการฝากเงินเพื่อปิดช่องโหว่เพิ่มเติม
นักลงทุนทั่วไปได้รับผลกระทบหรือไม่
มาตรการครั้งนี้ไม่ได้ห้ามซื้อขาย USDT และไม่ได้ยกเลิกการใช้ USDT บนศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย ผู้ลงทุนทั่วไปยังสามารถซื้อขายได้ตามปกติ แต่ผู้ที่ทำธุรกรรมวงเงินสูงอาจต้องแสดงเอกสารเพิ่มเติมเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงินของหลายประเทศ
ผู้เขียนมองว่า มาตรการของ ธปท. ครั้งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังยกระดับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเน้นตรวจสอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยง มากกว่าการจำกัดการใช้งาน Stablecoin โดยตรง แม้อาจทำให้ผู้ที่ทำธุรกรรมวงเงินสูงมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่หากสามารถลดการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการฟอกเงินหรือการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายได้ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดคริปโตไทยในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- WuBlockchain on X — Thailand BOT & SEC monitor USDT transactions
- The Block — Bank of Thailand monitors USDT grey money trades
- COINOTAG — Thailand to Audit USDT Trades Above 5 Million Baht
- The ASEAN Frontier — How a Stablecoin Is Driving the Baht’s Surge
- CryptoTimes — Thailand Advances Baht-Backed Stablecoin Plan
- Nation Thailand — Bank of Thailand to unveil Thai Baht stablecoin rules

