bitkub-banner

ส่อแววเหลว BIP 110 ของ Bitcoin ไร้เหมืองขุดสนับสนุนก่อนถึงเส้นตาย 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ข้อเสนอ BIP 110 ที่ต้องการจำกัดการใส่ข้อมูลทั่วไปบนบล็อกเชน Bitcoin เป็นเวลา 1 ปี กำลังเข้าใกล้เส้นตายสำคัญในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ แต่แรงสนับสนุนจากนักขุดกลับอยู่ที่ศูนย์
  • Michael Saylor และ Adam Back สองผู้ทรงอิทธิพลในวงการ Bitcoin ออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างชัดเจน มองว่าการเปลี่ยนข้อพิพาทเรื่องสแปมให้กลายเป็นกฎเกณฑ์ร่วมกัน อันตรายกว่าตัวสแปมเองเสียอีก
  • แม้จะใช้กลไก UASF ที่ลดเกณฑ์การส่งสัญญาณเหลือเพียง 55% แต่ก็ยังไม่มีกลุ่มเหมืองขุดรายใหญ่รายใดให้การสนับสนุน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

ประเด็นนี้เป็นเรื่องของการถกเถียงเชิงนโยบายและธรรมาภิบาลภายในเครือข่าย Bitcoin มากกว่าปัจจัยที่จะกระทบต่ออุปสงค์หรืออุปทานของเหรียญโดยตรง ตลาดโดยรวมมักไม่ตอบสนองรุนแรงต่อข้อพิพาทเรื่อง soft fork ที่ยังไม่มีแรงสนับสนุนเพียงพอจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็ควรจับตาต่อเนื่อง เพราะหากสถานการณ์ลุกลามไปถึงขั้นมีการแยกเชนจริง ความไม่แน่นอนเชิงเทคนิคแบบนี้อาจสร้างความผันผวนระยะสั้นให้กับราคาได้เช่นกัน

ข้อเสนอ BIP 110 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการบันทึกข้อมูลทั่วไปบนบล็อกเชนของ Bitcoin เป็นเวลา 1 ปี กำลังเผชิญกับกระแสต้านอย่างหนัก แม้เส้นตายการตัดสินใจจะใกล้เข้ามาในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ แต่ข้อเสนอกลับได้รับเสียงสนับสนุนจากนักขุดไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าอย่าง Michael Saylor และ Adam Back ต่างเตือนว่า การพยายามแก้ปัญหาสแปม ด้วยการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของระบบ อาจสร้างความเสี่ยงที่ร้ายแรงยิ่งกว่าตัวสแปมเอง

หัวใจหลักของข้อเสนอ BIP 110 หรือ Reduced Data Temporary Soft Fork คือความพยายามทวงคืนพื้นที่บนบล็อกเชนให้กลับไปเน้นที่การทำธุรกรรมทางการเงิน โดยเสนอให้จำกัดช่องทางการใส่ข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่มีขนาดเกิน 256 ไบต์ และจำกัดการใช้งานคำสั่งบางประเภทชั่วคราว เพื่อสกัดกั้นโปรเจกต์อย่าง Ordinals หรือ Inscriptions ที่มักใช้พื้นที่บล็อกเชนฝังรูปภาพและข้อความ

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า วิธีนี้จะช่วยลดภาระการจัดเก็บข้อมูลของระบบโหนด และทำให้ Bitcoin กลับไปทำหน้าที่เป็นระบบชำระเงินอย่างที่ควรจะเป็น แต่ฝ่ายคัดค้านกลับแย้งว่า การกระทำเช่นนี้คือ การตั้งกฎเกณฑ์เพื่อตีกรอบว่าธุรกรรมแบบใดที่ยอมรับได้ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงระบบที่อันตราย

สองผู้ทรงอิทธิพลในวงการได้ออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างชัดเจน โดย Michael Saylor ผู้ก่อตั้ง Strategy ระบุว่า การพยายามเปลี่ยนธุรกรรมที่ถูกต้องและยอมจ่ายค่าธรรมเนียมตามปกติ ให้กลายเป็นธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายอย่างยิ่ง ขณะที่ Adam Back ผู้ร่วมก่อตั้ง Blockstream ก็ชี้แนะว่า หากกลุ่มผู้สนับสนุนต้องการกฎเกณฑ์นี้จริงๆ ทางออกที่ทำได้คือ การ Fork แยกออกไปสร้างเครือข่ายใหม่ เพราะเครือข่ายหลักของ Bitcoin จะไม่ขอร่วมวงด้วยอย่างแน่นอน

ข้อมูลตัวเลขในปัจจุบันยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ริบหรี่ของข้อเสนอนี้ แม้ BIP 110 จะใช้วิธีที่เรียกว่า User-Activated Soft Fork (UASF) ซึ่งช่วยลดเกณฑ์การสนับสนุนจากนักขุดลงเหลือเพียง 55 เปอร์เซ็นต์ (จากปกติที่ต้องใช้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์) แต่ปัจจุบันกลับพบว่า ไม่มี Mining Pool รายใหญ่หรือโหนดส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนเลย โดยตัวเลขการสนับสนุนแทบจะกลายเป็นศูนย์

แม้ข้อเสนอนี้จะมีกำหนดเส้นตายในช่วงต้นเดือนสิงหาคมและเตรียมพยายามเปิดใช้งานในเดือนกันยายน แต่ในทางปฏิบัติ การบังคับใช้กฎที่ขาดการสนับสนุนจากทั้งนักขุดและเครือข่ายส่วนใหญ่ จะนำไปสู่การแยกตัวเป็นเพียงเชนย่อยที่ไม่มีนัยสำคัญเท่านั้น 

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้หลายฝ่ายจะกังวลเรื่องการใช้ Bitcoin เป็นฐานข้อมูลจัดเก็บสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เงินตรา แต่การเปลี่ยนแปลงระบบจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งชัดเจนว่าเครือข่าย Bitcoin ในปัจจุบันปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างสิ้นเชิง

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : กรณี BIP 110 สะท้อนธรรมชาติของ Bitcoin ได้ดีมาก คือการเปลี่ยนแปลงกฎของระบบไม่ใช่เรื่องที่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะผลักดันได้เพียงลำพัง ต่อให้มีเสียงในโซเชียลดังแค่ไหน หากนักขุดและโหนดส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ข้อเสนอก็ไปต่อไม่ได้ 

BIP 110 ในรูปแบบปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านการเปิดใช้งานจริงในวงกว้าง และอาจจบลงด้วยการเป็นเพียงเชนทดลองขนาดเล็กที่แยกตัวออกไป แต่ประเด็นเรื่องการจัดการข้อมูลสแปมบนบล็อกเชนก็คงไม่จบง่ายๆ เพราะตราบใดที่ยังมีการใช้งานพื้นที่บล็อกเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อถกเถียงแบบนี้ก็มีแนวโน้มจะกลับมาอีกในอนาคต