สรุปข่าว
- ลิเบอร์แลนด์ ดินแดนพิพาทริมแม่น้ำดานูบ ถูกเนรมิตเป็นประเทศจำลองปลอดภาษีโดยกลุ่มเศรษฐีคริปโต นำโดยนายกฯ Justin Sun เพื่อทดลองระบบปกครองใหม่
- ที่นี่ใช้เหรียญ Liberland Merits กำหนดสิทธิ์โหวต ยิ่งรวยยิ่งมีอำนาจ ภายใต้แนวคิดขวาจัดที่มองการเก็บภาษีและการแจกสวัสดิการคนจนเป็นการลิดรอนเสรีภาพ
- แม้จะอ้างอุดมการณ์ปลดแอกข้ามพรมแดน แต่พฤติกรรมการทุ่มเงินล็อกบี้การเมืองในโลกจริงสะท้อนว่านี่อาจเป็นเพียงการย้ายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่มือนายทุนเท่านั้น
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Liberland ดินแดนปลอดภาษีบนพื้นที่พิพาทกึ่งกลางระหว่างเซอร์เบียและโครเอเชีย กำลังกลายเป็นสมรภูมิทางความคิดสุดโต่งของมหาเศรษฐีคริปโต นำโดย Justin Sun ผู้ก่อตั้ง Tron ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนทลายแนวคิดรัฐชาติแบบดั้งเดิม โดยเปลี่ยนระบบประชาธิปไตยให้กลายเป็นระบอบทุนนิยมสุดขั้วกึ่งบริษัทเอกชนที่ใช้เหรียญคริปโต Liberland Merits เป็นตัวกำหนดอำนาจการโหวตและการตัดสินใจของประเทศ ยิ่งทุ่มเงินซื้อโทเคนมากยิ่งมีสิทธิ์ออกเสียงมาก โดยระบุว่าการช่วยเหลือคนจน หรือการจัดเก็บภาษีและการกระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางในรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการล่วงละเมิดต่อเสรีภาพส่วนบุคคลของพวกเขาทั้งสิ้น
ณ ดินแดนเล็กๆ บนพื้นที่พิพาทที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศเซอร์เบียและโครเอเชีย ริมแม่น้ำดานูบ ใครจะไปคิดว่าผืนดินแห่งนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นประเทศใหม่ที่มีเป้าหมายในการเป็นประเทศที่เสรีที่สุดในโลก อย่าง ลิเบอร์แลนด์ Liberland แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การที่ประเทศแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มมหาเศรษฐีคริปโทฯ ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างแน่นแฟ้น

มหาเศรษฐีเหล่านี้ ได้ให้เงินทุนในการจัดตั้งดินแดนปลอดภาษีขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดที่ว่า “รัฐบาลเองก็สามารถถูกแทนที่ได้”
ประเทศที่เงินคือตัวชี้ชะตา
ในสังคมประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงทีเท่ากันแต่ที่ Liberland “สิทธิ์”คือสิ่งที่จะได้มาจากอำนาจที่คุณครอบครองอยู่ ซึ่งในกรณีนี้คือเหรียญคริปโต Liberland Merits ที่ถ้ายิ่งทุ่มเงินเยอะยิ่งมีมากก็ยิ่งมีอำนาจในการชี้นำการตัดสินใจของประเทศได้ แม้จะฟังดูเหมือนโหดร้ายแต่ผู้คนบางส่วนกลับสนับสนุนแนวคิดทุนนิยมสุดโต่งนี้และมีเหตุผลที่รองรับ
Ivan Pernar รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของลิเบอร์แลนด์ และอดีตสมาชิกรัฐสภาโครเอเชียผู้เคยถูกขับออกจากรัฐสภา กล่าวว่า ที่ Liberland พวกเขาไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นมิตรและต้อนรับทุกคนที่อยากจะเป็นประชากร กลับกันพวกเขาได้มีการตรวจเข้มเลยต่างหาก
ตามปกติแล้วบุคคลที่เชื่อในเรื่องของเสรีภาพ หรือระบบการเงินไร้ศูนย์กลาง มักจะเป็นกลุ่มชนชั้นสูงของสังคมซึ่งเริ่มเกิดคำถามเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพของพวกเขา เช่นในระบบปัจจุบัน ที่หากคุณมีกลุ่มคนไร้บ้านที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ในประเทศ คนอื่น ๆ ก็ต้องเข้ามาแบกรับภาระเพื่อจ่ายสวัสดิการให้คนเหล่านี้
แนวคิดของ Pernar นั้นสุดโต่งมากถึงขนาดเปรียบเทียบคนจนกับสัตว์ โดยกล่าวว่า อย่าให้อาหารสัตว์ เพราะถ้าคุณทำ พวกมันจะเคยตัวและสูญเสียความสามารถในการหาอาหารเลี้ยงตัวเองไป ซึ่งมนุษย์เราก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน
ดังนั้น สำหรับกลุ่มผู้สนับสนุนที่ร่ำรวยของลิเบอร์แลนด์แล้ว การช่วยเหลือคนจน หรือการจัดเก็บภาษีและการกระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางในรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการล่วงละเมิดต่อเสรีภาพส่วนบุคคลของพวกเขาทั้งสิ้น
เศรษฐีผู้อยู่เบื้องหลัง
แม้ว่า Vít Jedlička นักการเมืองจากสาธารณรัฐเช็คจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของลิเบอร์แลนด์ แต่ในขณะเดียวกัน “Justin Sun” อภิมหาเศรษฐีคริปโต ก็มีตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศเลยทีเดียว
Sun คือชายผู้อยู่เบื้องหลังบล็อกเชน Tron ผู้เคยซื้องานศิลปะกล้วยแปะเทปสุดโด่งดังเป็นจำนวนเงินกว่า $6.2 ล้าน และนำมันมารับประทาน อีกทั้งเขายังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแม้ตอนนี้จะมีความบาดหมางกันแล้วก็ตาม

เขาให้สัมภาษณ์ว่า ไอเดียในการก่อตั้งประเทศจำลองนี้ขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่ว่าตัวของดาวเคราะห์โลกเองนั้น ไร้ขอบเขตและไม่มีการแบ่งแยกเขตแดน ซึ่งแนวคิดความเป็นชาติและประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ล้าหลังและไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีของบล็อกเชน
อนาคตของการปกครอง
ในโลกของบล็อกเชนการใช้โทเคนแทนคะแนนเสียงโหวตไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่การนำมาปรับใช้จริงกับระบบการปกครองของประเทศเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และถ้า Liberland และ Sun ทำสำเร็จวันหนึ่งมันอาจถูกนำมาใช้ในโลกได้จริงก็เป็นได้ เพราะแทนที่ประชาชนจะต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้กฎของโค้ดทางคณิตศาสตร์จะกลายเป็นตัวที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งกฎหมายที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตาม
โดย Curtis Yarvin นักคิดผู้ทรงอิทธิพลฝั่งขวาจัดได้เสนอแนวคิดว่า ประชาธิปไตยนั้นล้มเหลวและควรถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างบริษัท-ระบอบกษัตริย์ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าบรรดามหาเศรษฐีต่างได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของเขาไปไม่น้อย
ลองคิดดูว่า หากวันหนึ่งรัฐชาติแบบดั้งเดิมถูกยุบ แล้วถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายของประเทศขนาดเล็กทั่วโลกที่มี “ผู้ถือหุ้น” เป็นเจ้าของ และปกครองโดย กษัตริย์ควบตำแหน่งซีอีโอ ที่ประชาชนจะทำหน้าที่เหมือนลูกค้าที่เลือกใช้บริการ และผู้ถือหุ้นจะสามารถควบคุมกองทัพหรือตำรวจได้ผ่านระบบเทคโนโลยีคริปโตจะเป็นอย่างไร
เสี้ยวหนึ่งของภาพใหญ่
Liberland นั้นถือเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของความพยายามจัดตั้ง micronation เพียงเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีมาก่อน เช่นการตั้ง Prospera ในประเทศฮอนดูรัส หรือจะเป็นการตั้งเมืองลอยน้ำของ Peter Thiel รวมถึงประเทศดิจิทัลของ Tim Draper ที่ใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินหลัก
พวกเขาเหล่านี้แม้จะมีวิธีการต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนแล้วแต่มุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกันคือ “อิสรภาพจากระบบเก่า” ซึ่ง Draper เคยกล่าวว่ารัฐบาลนั้นให้บริการที่แย่แต่กลับใช้ค่าใช้จ่ายสูง และในอนาคตบล็อกเชนจะเข้ามาแทนที่อย่างแน่นอนเหลือแค่เพียงรอเวลา
อย่างไรก็ตาม ความฝันในการปลดแอกของมหาเศรษฐีคริปโตดูเหมือนว่าจะย้อนแย้งกับสถานการณ์ความเป็นจริงเมื่อรายงานบ่งชี้ว่ากลุ่มธุรกิจคริปโต ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมที่ทุ่มเม็ดเงินมากที่สุดในการล็อบบี้แซงหน้าอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แสดงให้เห็นว่า การสร้างโลกในอุดมคติของพวกเขายังเป็นเพียงแค่ไอเดียเพ้อฝันที่ยังดูไม่มีประโยชน์จริง
สุดท้ายแล้วแนวคิดสุดโต่งเหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงของทุกคน แต่เป็นเพียงการย้ายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่มือของกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยี ไม่ต่างอะไรกับระบบทุนนิยมที่มีอยู่เดิมเลยแม้แต่น้อย

