bitkub-banner

สัญญาณก่อนราคา Bitcoin พุ่ง 25% ปรากฏ : นักลงทุนลุ้นราคาวิ่งต่อระลอกใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักลงทุนระยะยาวของ Bitcoin พลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ หลังเทขายต่อเนื่องนาน 12 วัน
  • กลุ่มดังกล่าวซื้อ Bitcoin เพิ่มรวมกว่า 5,912 BTC ในวันที่ 11-12 กรกฎาคม แม้ราคายังลดลงราว 2%
  • สัญญาณลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ราคา Bitcoin จะพุ่งขึ้นประมาณ 25%

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ข้อมูลจาก Glassnode เผยให้เห็นว่า กลุ่มนักลงทุนระยะยาว (Long-term Holders) พลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสะสม Bitcoin เพิ่มรวมกันกว่า 5,912 BTC หลังเทขายต่อเนื่องนาน 12 วัน โดยสัญญาณนี้กลายเป็นที่จับตามอง เพราะเคยเกิดขึ้นก่อนราคาพุ่งขึ้นประมาณ 25% ขณะเดียวกัน เงินทุนในกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ก็กลับมามีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 197 ล้านดอลลาร์ หลังติดลบนาน 8 สัปดาห์ 

สัญญาณบนเครือข่ายที่เคยเกิดขึ้นก่อนราคา Bitcoin พุ่งขึ้นราว 25% เริ่มกลับมาแสดงให้เห็นอีกครั้ง เนื่องจากกลุ่มผู้ถือครองระยะยาว เริ่มสลับฝั่งจาก ‘ผู้ขายสุทธิ’ มาเป็น ‘ผู้ซื้อสุทธิ’ แม้ราคาจะยังอยู่ในช่วงอ่อนแรงก็ตาม

ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า หลังจากที่เทขาย Bitcoin ต่อเนื่องตลอด 12 วัน กลุ่มข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า กลุ่มผู้ถือครอง Bitcoin ระยะยาว พลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสะสม Bitcoin เพิ่มรวมกว่า 5,912 BTC หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีการเทขายต่อเนื่องถึง 12 วันติด

ที่มา: Glassnode

แม้แรงซื้อรอบนี้จะเพิ่งเกิดขึ้นเพียงแค่สองวัน และยังมียอดซื้อไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาด ขณะที่ราคา Bitcoin ลดลงประมาณ 2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่จุดที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่พฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากการกระจายเหรียญออกสู่ตลาด กลับมาเป็นการสะสมอีกครั้ง

เหตุผลที่ตลาดให้ความสำคัญกับสัญญาณนี้ เพราะการกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิของ Long-term Holders ในรอบก่อน เกิดขึ้นก่อนที่ราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้นจากบริเวณ 65,896 ดอลลาร์ ไปแตะราว 82,186 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นพุ่งขึ้นประมาณ 25% ในเวลาต่อมา

ทำไมนักลงทุนระยะยาวจึงมีอิทธิพลต่อราคา Bitcoin

Glassnode ติดตามพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้ผ่านตัวชี้วัดที่เรียกว่า ‘Long-term Holder Net Position Change’ หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะสุทธิของผู้ถือครองระยะยาว

ตัวชี้วัดดังกล่าวจะนับเฉพาะ Bitcoin ที่ถูกถือครองไว้เป็นเวลาประมาณ 155 วันขึ้นไป หากตัวเลขอยู่ในแดนบวก หมายความว่า เหรียญกำลังเข้าสู่สถานะการถือครองระยะยาวเร็วกว่าที่ถูกนำออกมาขายสู่ตลาด

นักลงทุนกลุ่มนี้ มักไม่ซื้อขายตามข่าวในระยะสั้น หรือความผันผวนรายวันเหมือนนักเก็งกำไรทั่วไป การกลับมาสะสมของพวกเขาจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการนำอุปทาน Bitcoin บางส่วนออกจากตลาด ลดจำนวนเหรียญที่พร้อมขาย และอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดมีความตึงตัวขึ้น

ตลอด 12 วันก่อนหน้านี้ ตัวชี้วัดดังกล่าวยังอยู่ในแดนลบสะท้อนว่า ผู้ถือครองระยะยาวกำลังทยอยปล่อยเหรียญเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ราคาปรับตัวลง การพลิกกลับมาเป็นบวกจึงเปรียบเสมือนการหยุดแรงขายไว้ได้ชั่วคราว 

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ได้รอให้ราคาเริ่มฟื้นตัวก่อนจึงกลับเข้ามาซื้อเหรียญ แต่พวกเขาจะเลือกสะสม Bitcoin ขณะที่ราคายังคงปรับตัวลง โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 62,717 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2% ในวันดังกล่าว

พฤติกรรมนี้จึงเป็นการซื้อเมื่อราคาร่วงลง มากกว่าการไล่ซื้อตามหลังราคาที่เริ่มปรับตัวขึ้นแล้ว

สัญญาณเดียวกันเคยเกิดขึ้นก่อน Bitcoin พุ่ง 25%

ครั้งล่าสุดที่แรงขายของนักลงทุนระยะยาวพลิกกลับมาเป็นแรงซื้อ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนั้น Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 65,896 ดอลลาร์

หลังจากนั้น การสะสมของผู้ถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดบริเวณ 82,186 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 25%

ที่มา: Beincrypto

อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวเริ่มชะลอตัวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อนักลงทุนระยะยาวลดการสะสม และกลับมาเทขายอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน

ในเวลาใกล้เคียงกัน ราคา Bitcoin ก็ปรับตัวลงกลับเข้าสู่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ภายในปลายเดือนมิถุนายน

ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า พฤติกรรมของผู้ถือครองระยะยาวอาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณนำราคา เพราะในอดีตแรงซื้อของนักลงทุนกลุ่มนี้มักปรากฏขึ้นก่อนที่ราคาจะเริ่มปรับตัวตาม

การกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในรอบล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบอีกครั้งว่า รูปแบบเดียวกันกับช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จะเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่

เงินทุนจาก Spot Bitcoin ETF กลับมาไหลเข้า

นอกจากการกลับมาซื้อของผู้ถือครองระยะยาวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่สนับสนุนทิศทางเดียวกัน

ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิประมาณ 197 ล้านดอลลาร์ นับเป็นสัปดาห์ที่กลับมาเป็นบวกครั้งแรก หลังเผชิญเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 8 สัปดาห์

ที่มา: SoSoValue

กระแสเงินจาก ETF มีความสำคัญ เพราะกองทุนเหล่านี้ต้องเข้าซื้อ Bitcoin ในตลาดสปอตจริงเพื่อรองรับเงินลงทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุน นั่นหมายความว่า ขณะนี้ทั้งนักลงทุนระยะยาว และกองทุน ETF ต่างก็กำลังกลับมาสะสม Bitcoin ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

แรงซื้อจากผู้เล่นทั้งสองกลุ่ม ทำให้การกลับตัวของตัวชี้วัด Long-term Holder Net Position Change มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลข 5,912 BTC แค่เพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าการฟื้นตัวของกระแสเงินทุน ETF อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ถือครองระยะยาวเริ่มกลับเข้าซื้ออีกครั้ง

สัญญาณนี้ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง

แม้ข้อมูลบนเครือข่ายล่าสุดจะเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก แต่การกลับมาซื้อสุทธิเพียงสองวันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า Bitcoin ได้เปลี่ยนแนวโน้มกลับเข้าสู่ขาขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญคือ แรงซื้อจากนักลงทุนระยะยาวต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากตัวเลขกลับมาอ่อนแรงหรือติดลบอีกครั้ง นั่นอาจหมายความว่าแรงขายยังไม่จบ และตลาดยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม

ย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิของนักลงทุนกลุ่มนี้ ไม่ได้ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นในทันที แต่ต้องใช้เวลาสะสมเหรียญต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่ราคาจะเริ่มตอบสนองและปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าตัวเลขกลับมาเป็นบวกแล้วหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าแรงซื้อดังกล่าวจะยืนระยะได้นานแค่ไหน รวมถึงกระแสเงินทุนใน Spot Bitcoin ETF จะยังไหลเข้าต่อเนื่องหรือกลับไปเป็นขาออกอีกครั้ง

ปัจจุบันผู้ถือครองระยะยาวกำลังทยอยรับ Bitcoin บริเวณเหนือ 62,700 ดอลลาร์ ในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยแรงขายและความไม่แน่นอน พฤติกรรมนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบสะสมครั้งใหม่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หรืออาจเป็นเพียงแรงซื้อระยะสั้นที่ยังไม่มากพอจะเปลี่ยนทิศทางตลาด


มุมมองผู้เขียน: คำถามสำคัญในตอนนี้อาจไม่ใช่ว่า Bitcoin จะพุ่งขึ้นอีก 25% หรือไม่ แต่เป็นแรงซื้อที่เพิ่งกลับมานั้น จะสามารถรักษาความต่อเนื่องและมากพอที่จะดึงราคาให้ฟื้นตัวตามได้หรือไม่ต่างหาก

ที่มา:beincrypto