สรุปข่าว
- ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงซื้อขายอยู่ที่ราวครึ่งหนึ่งของ ATH เดิมที่ระดับ 126,000 ดอลลาร์ โดยสาเหตุหลักมาจาก วัฏจักร 4 ปี อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะ 4.1% และปัญหาการใช้เลเวอเรจเกินตัว รวมทั้งโมเดลกลยุทธ์ของบริษัท Strategy
- นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ราคา Bitcoin อาจร่วงต่อไปถึงระดับ 58,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะฟื้นตัว
- 21Shares คาดว่า Bitcoin จะร่วงแตะจุดต่ำสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ และพลิกกลับไปแตะ 100,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปี 2026 หากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลายและเฟดเริ่มลดดอกเบี้ย
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ข่าวนี้ให้ภาพที่ผสมกันระหว่างแรงกดดันระยะสั้นกับความหวังระยะยาว ตัวเลขเงินเฟ้อและโอกาสขึ้นดอกเบี้ยยังกดราคา Bitcoin ต่อไปได้ในไตรมาสนี้ แต่หากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาด ก็มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวแรงในช่วงปลายปี
ปัจจุบันราคา Bitcoin กำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากที่ราคาดิ่งลงอย่างรุนแรง เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน และจนถึงตอนนี้ราคาก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ โดยราคา Bitcoin ยังคงซื้อขายอยู่ที่ราว ๆ ระดับครึ่งหนึ่งของระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ได้ที่ระดับ 126,000 ดอลลาร์
แม้จะมีความพยายามดีดตัวขึ้นมาเป็นระยะ แต่ราคาก็ยังคงทำย่ำอยู่กับท่ามกลางสภาวะตลาดหมีที่ฝังลึก ซึ่งครั้งล่าสุดที่ Bitcoin เผชิญกับการที่ราคาดิ่งลงยาวนานขนาดนี้คือในปี 2022
ซึ่งเป็นช่วงที่กระดานเทรด FTX ผู้เล่นรายใหญ่ล่มสลายลง จนลากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลลงเหวไปพร้อมกัน โดยรอบนั้นราคา Bitcoin ดิ่งลงถึง 76% จากจุดสูงสุดในปี 2021 ลงไปเหลือเพียง 16,000 ดอลลาร์
แต่ในปัจจุบันบริบทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ของวงการคริปโต ประกอบกับยักษ์ใหญ่วอลล์สตรีทอย่าง BlackRock และ JPMorgan Chase ก็พากันประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์บนบล็อกเชนกันอย่างคึกคัก แล้วทำไมราคา Bitcoin ถึงยังร่วงหนักอยู่ ?
และนี่คือ 3 เหตุผลว่า ทำไม Bitcoin นี้ยังคงจมปลักอยู่ในตลาดหมี จากมุมมองของ 4 นักวิเคราะห์ชั้นนำในอุตสาหกรรม
1. วัฏจักร 4 ปี
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ราคาของ Bitcoin มักจะวิ่งตามแพทเทิร์นเดิมคือ ราคาจะทะยานขึ้นอย่างรุนแรงเป็นเวลา 3 ปี และตามด้วยปีแห่งการปรับฐานราคาลดลง 1 ปี ซึ่งก่อนการล่มสลายในปี 2022 ตลาดก็เคยเผชิญช่วงขาลงในปี 2018 หลังหมดยุคบูมของการ ICO
และในปี 2014 หลังการล่มสลายของ Mt. Gox ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise อย่าง Matt Hougan ก็ออกมาระบุว่า การที่วัฏจักรนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลายครั้ง ส่งผลให้จิตวิทยาของนักลงทุนถูกเซ็ตระบบให้คาดหวังว่า จะต้องเกิดเหตุการณ์แบบเดิม ทำให้ในช่วงปลายปี 2025 นักลงทุนกลุ่มที่ถือครองเหรียญในระยะยาวเริ่มพากันทยอยขาย ลดสัดส่วนการถือครองเพื่อทำกำไรออกมา
2. อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
แต่ในรอบปี 2026 นี้ ปัญหาไม่ได้เกิดจากที่กระดานเทรดล่มสลายเหมือนในอดีต แต่เป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจมหภาค โดย Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale ชี้ว่า ในเดือนมิถุนายน อัตราเงินเฟ้อรายปีของสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 4.1% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงขึ้นจากผลกระทบความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ตั้งไว้ที่ 2% ถึงเท่าตัว ส่งผลให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Bank of America คาดการณ์ว่า Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยปลายปีนี้ ซึ่งเป็นข่าวร้ายต่อ Bitcoin เนื่องจากเงินลงทุนมักจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า แต่มอบผลตอบแทนสูงขึ้น เหมือนเช่นในอดีตตอนช่วงโควิดที่เฟดหั่นดอกเบี้ยจนเหลือศูนย์ ราคา Bitcoin ก็พุ่งทะยาน แต่พอเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรง ราคา Bitcoin ก็ร่วงดิ่งลงทันที
3. การใช้เลเวอเรจที่มากเกินไป
คริปโตจะไม่ใช่คริปโต หากไม่มีเรื่องความเสี่ยง และการเทรดด้วยระบบเลเวอเรจ สองสิ่งนี้คือตัวเร่งให้ตลาดคริปโตในปัจจุบันดิ่งลง
โดยในช่วงตลาดขาขึ้น นักลงทุนมักจะกู้เงินมาซื้อสินทรัพย์เพิ่ม ตัวอย่างเช่น บริษัท Strategy บริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เร่งเครื่องซื้อ Bitcoin ในปี 2024 และ 2025 จนถือครองสูงถึง 4% ของอุปทานทั้งหมด โดยใช้วิธีระดมทุนผ่านการออกหุ้นใหม่และกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งกลยุทธ์นี้กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่น ๆ ทำตาม
แต่เมื่อราคา Bitcoin ดิ่งลง โมเดลนี้ก็เจอกับแรงกดดันมหาศาล ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Strategy ร่วงยับไปถึง 75% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม

และเมื่อเข้าสู่ตลาดหมี ระบบเลเวอเรจเหล่านี้จึงกำลังถูกบีบออกจากระบบ สะท้อนจากยอดสัญญาคงค้างในตลาดฟิวเจอรส์ที่ลดลง ประกอบกับการที่ Strategy ตัดสินใจเทขาย Bitcoin บางส่วนออกมาในรอบล่าสุด ก็ยิ่งซ้ำเติมให้แรงซื้อ Bitcoin ในตลาดอ่อนแอลงไปอีก
คาดการณ์ทิศทางราคา Bitcoin อาจร่วงในระยะสั้น ก่อนพุ่งทะยานสู่ $100,000 ในสิ้นปี
เหล่านักวิเคราะห์ประเมินว่า ก่อนที่ราคา Bitcoin จะสามารถดีดตัวกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมของปี 2025 ได้ สถานการณ์ในระยะสั้นอาจจะย่ำแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ก่อน โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ขยับแกว่งตัวอยู่แถว ๆ ระดับ 60,000 ดอลลาร์
แต่ Pandl นักวิเคราะห์จาก Grayscale คาดการณ์ว่า ราคา Bitcoin อาจจะร่วงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ระดับ 58,000 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดยังคงถูกกดดันจากเรื่องโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ย, ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อกรณีบริษัท Strategy รวมถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมายคริปโตในวุฒิสภาสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม Adrian Fritz หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก 21Shares ได้แสดงมุมมองเชิงบวกอย่างมาก โดยเขาคาดว่า Bitcoin จะทำจุดต่ำสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ และจะสามารถพลิกตัวกลับพุ่งทะยานไปแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปี 2026 โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในท้ายที่สุด
Adrian Fritz ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายราคาของเราอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวและเกินจริงสำหรับใครหลายคนในตอนนี้… แต่เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์พลิกกลับจากร้ายกลายเป็นดี และ Momentum เริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อนั้นการทะยานขึ้นในแดนบวกจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด”
ที่มา : yahoo finance
มุมมองผู้เขียน : หากจะรอจังหวะเข้า การรอดูจนกว่าตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวชัดเจนน่าจะปลอดภัยกว่าการไล่ราคาตอนนี้ ส่วนเป้าหมาย 100,000 ดอลลาร์ ยังเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ต้องอาศัยหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันพอดี ซึ่งในโลกความเป็นจริงไม่ค่อยเกิดขึ้นง่ายขนาดนั้น

